Home Blog Page 15

กล้วย ผลไม้หลังบ้านแต่ประโยชน์ไม่บ้านนะจะบอกให้ !

0

ถ้าพูดถึง อาหารเพื่อสุขภาพ นั้นหลายคนต้องนึกถึงอาหารคลีนหรืออาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งในอาหาร 5 หมู่ หนึ่งในนั้นก็คือ ผักและผลไม้นั้นเอง ! และเป็นที่ทราบกันดีว่าผักและผลไม้นั้นมีประโยชน์มากมายมหาศาล  เพราะเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีคุณสมบัติของการเป็นแหล่งใยอาหาร ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดการดูดซึมของ คอเลสเตอรอลและไขมัน และยังช่วยทำให้ระบบการย่อย ระบบการขับถ่ายทำงานได้อย่างปกติอีกด้วย นอกจากนี้ผักและผลไม้บางชนิดยังมีสารพิเศษที่ช่วยทำหน้าที่คล้ายยาป้องกัน และรักษาโรคบางชนิด

🍎🍌🥦🥕🍅🍉 ประโยชน์ของผักผลไม้ 🍎🍌🥦🥕🍅🍉

ผักผลไม้เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงมีอายุยืนยาว ผักผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของ การเกิดโรคต่าง ๆ รวมไปถึงโรคมะเร็ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งลำไส้) ช่วยป้องกันความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ช่วยระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ และช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้ ผักผลไม้บางชนิดยังสามารถใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดและรักษาโรคบางชนิด ได้อีกด้วย เช่น ไข้หวัด ร้อนใน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ตาฝ้าฟาง แผลอักเสบ เหน็บชา เป็นต้น ผักผลไม้บางชนิดก็เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักได้เป็น อย่างดี เช่น กล้วย แอปเปิ้ล มะละกอ ผักสลัด ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด เป็นต้นฯ

เรามารู้จักกับผลไม้ในสวยหลังบ้าน ที่มีประโยชน์นั่นไม่บ้านเลยจริงๆกับ กล้วยนั่นเอง !! ผลไม้ที่สามารถหาทานได้ง่ายตามบ้านเรา และราคาไม่แพง แถมประโยชน์ของมันมากมายซะเหลือเกิน 🍌🍌

กล้วย (Banana)  🍌🍌 ที่นิยมรับประทานกันในบ้านเรานั้นมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหักมุก เป็นต้น แต่สำหรับต่างชาติแล้วกล้วยที่นิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้วยหอม เนื่องจากกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ถ้าพูดถึงเรื่องประโยชน์แล้วมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุชัดเจนว่าการรับประทานกล้วยแค่ 2 ลูกจะช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกายได้เทียบเท่ากับการออกกำลังกายถึง 90 นาทีเลยทีเดียว ! เพราะกล้วยอุดมไปด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติรวมถึง 3 ชนิดเลย นั่นก็คือ ซูโครส กลูโคส และฟรุกโทส ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายนั่นเอง นอกจากนี้แล้วในกล้วย ยังอุดมไปด้วยเส้นใยและกากอาหาร และยังมีวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินซี เป็นต้นฯ

รู้กันบ้างมั้ยค่ะว่าผลไม้อย่างแอปเปิลที่ขึ้นชื่อเรื่องความมีประโยชน์ก็ยังแพ้กล้วย เพราะว่าในกล้วยนั้นมีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากกว่าแอปเปิลถึง 2 เท่า โดยมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีโปรตีนมากกว่า 4 เท่า วิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่าด้วยกัน ! โดยการกินกล้วยจะให้ผลดีที่สุดคือกินตอนเช้า เพราะจะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดี และการกินกล้วยทุกวัน วันละ 2 ผลถือเป็นสิ่งที่ดีและวิเศษมาก ๆ จะกล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าก็ได้ทั้งนั้น

ประโยชน์ของการกินกล้วย

  • ช่วยลดกลิ่นปากได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ควรรับประทานหลังตื่นนอนตอนเช้าทันทีแล้วค่อยแปรงฟัน และถ้าเป็นกล้วยน้ำว้าจะยิ่งช่วยลดกลิ่นปากได้ดีขึ้น
  • กล้วยช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เป็นปกติ
  • กล้วยอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินซี
  • ช่วยเพิ่มพลังให้แก่สมองของคุณ เพราะมีสารที่ช่วยทำให้มีเกิดสมาธิและมีการตื่นตัวตลอดเวลา
  • กล้วยก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเหมือนกันนะ ที่ช่วยในการชะลอความแก่ตัวของร่างกายนั่นเอง
  • กล้วยมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนได้ เพราะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ลดอาการอยากกินของจุกจิกลงได้พอสมควร
  • สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ กล้วยคือคำตอบสำหรับคุณ
  • อาการหงุดหงิดยามเช้า กล้วยก็ช่วยคุณได้เหมือนกัน
  • ช่วยลดอาการหงุดหงิดของผู้หญิงในช่วงประจำเดือนมา
  • ช่วยลดอาการเมาค้างได้ดีระดับหนึ่ง เพราะจะช่วยชดเชยน้ำตาลที่ร่างกายขาดไปในขณะดื่มแอลกอฮอล์
  • เป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะในกล้วยมีวิตามินเอ ซี บี 6 บี 12 โพรแทสเซียม และแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจากการเลิกนิโคติน
  • ช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะกล้วยมีเส้นใยและกากอาหารซึ่งจะช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างปกติ
  • ช่วยบรรเทาอาการของริดสีดวงทวารหรือในขณะขับถ่ายจะมีเลือดออกมา
  • ช่วยลดอาการเสียดท้อง ลดกรดในกระเพาะ การกินกล้วยจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากอาการนี้ได้
  • ช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้ เพราะในกล้วยมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งจะช่วยในการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางหรือผู้ที่อยู่ในสภาวะขาดกำลัง
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดฝอยแตกได้
  • ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดเส้นโลหิตแตกได้
  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบ การรับประทานกล้วยบ่อย ๆ ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะกล้วยมีสภาพเป็นกลาง มีความนิ่มและเส้นใยสูง
  • ช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรัง เพราะกล้วยมีสภาพเป็นกลาง ทำให้ไม่เกิดการระคายเคืองในผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย
  • ช่วยรักษาโรคซึมเศร้า ภาวะความเครียด เพราะกล้วยมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Tryptophan ซึ่งช่วยในการผลิตสาร Serotonin หรือฮอร์โมนแห่งความสุข จึงมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยลดอัตราการเกิดตะคริวบริเวณมือ เท้า และน่องได้
  • ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องของมารดาลงได้
  • กล้วยมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการนิ่วในไตได้ในระดับหนึ่ง

ประโยชน์ของกล้วย

กล้วยก็สามารถนำมาทำเป็นมาส์กหน้าได้เหมือนกันนะ โดยจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ช่วยลดความหยาบกร้านของผิว วิธีง่าย ๆ เพียงแค่ใช้กล้วยสุกหนึ่งผลมาบดให้ละเอียด แล้วเติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคลุกให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก เปลือกกล้วยสามารถแก้ผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้ ด้วยการลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด อาการคันจะลดลงไปได้ระดับหนึ่ง

  • เปลือกด้านในของกล้วยช่วยในการรักษาโรคหูดบนผิวหนังได้ โดยใช้เปลือกกล้วยวางบนลงบริเวณหูดแล้วใช้เทปกาวแปะไว้
  • เปลือกกล้วยด้านในช่วยฆ่าเชื้อที่เกิดจากบาดแผลได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อแปะที่บาดแผลแล้วก็ควรจะเปลี่ยนเปลือกใหม่ทุก ๆ 2 ชั่วโมงด้วย
  • ยางกล้วยสามารถนำมาใช้ในการห้ามเลือดได้
  • ก้านใบตอง ช่วยลดอาการบวมของฝี แต่ก่อนใช้ต้องตำให้แหลกเสียก่อน
  • ใบอ่อนของกล้วย หากนำไปอังไฟให้นิ่ม ก็ใช้ประคบแก้อาหารเคล็ดขัดยอกได้
  • หัวปลีนำมารับประทานเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งบำรุงและขับน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร
  • ผลดิบนำมาบดให้ละเอียดทั้งลูกผสมกับน้ำสะอาด รับประทานเพื่อแก้อาการท้องเสีย
  • ใบตอง อีกส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์กันอย่างมาก เช่น ทำกระทง ห่อขนม ห่ออาหาร ทำบายศรี บวงสรวงต่าง ๆ

เห็นกันหรือยังค่ะว่าประโยชน์ของกล้วยนั้นมากมาย ตั้งแต่ต้นจนถึงใบกันเลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมกินผักผลไม่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายกันด้วยนะค่ะ 🍌🍌

เมื่อคุณพ่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ !โรคนี้น่ากลัวกว่าที่คุณคิด!

0

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558 ที่ผ่านมาหลายท่านคงจะมีความสุข ที่ได้ฉลองปีใหม่กับครอบครัว แต่สำหรับผม กลับเป็นฝันร้าย ในอาการป่วยของคุณพ่อ ที่มีอายุปีนี้ ครบ 90 ปี

ท่านเริ่มเป็นโรคอัลไซเมอร์ ท่านไม่ยอมนอนมา 4 คืน ตาแข็ง เห็นภาพหลอน และใช้ไม้ตีข้าวของในบ้านกระจัดกระจาย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ผมได้ศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ อ่านไป ก็รู้สึกเฉยๆ เหมือนเราอ่านตำราทางการแพทย์ ว่าโรคนี้ เป็นอย่างนี้ โรคนั้น เป็นอย่างนั้น แต่ไม่เคยเห็นคนป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์จริงๆ สักที วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ให้กับทุกท่าน ได้กลับมาดูแล และเข้าใจโรคอัลไซเมอร์ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว

ผมไม่รู้จริงๆว่า คุณพ่อเริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ ตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อปลายปี 57 ผมพักผ่อนที่บ้าน จึงได้อยู่ใกล้กับคุณพ่อ คุณพ่อชอบสวดมนต์ เหมือนคนปกติ (ท่านเป็นคนจีน อ่านหนังสือไทยไม่ได้ แต่ผมจะอัดเทปแล้วให้พี่สาวเปิดเทปให้ท่านสวดมนต์ตามเทป เป็นประจำ) แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ คุณพ่อเริ่มพูดช้าลง พูดเหมือนคนติดอ่าง และพูดเหมือนคิดอยู่นาน ผมคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องปกติของคนสูงวัย จึงไม่ได้ฉุกคิดอะไร และท่านเริ่มเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนตอนสวดมนต์ เห็นคนมาเต็มบ้านเลย ผมก็คิดว่า ท่านอาจจะตาฝ้าฟาง หรืออาจจะเป็นผลบุญของท่านที่สวดมนต์แล้วมีคนมาขอส่วนบุญ จึงไม่สนใจอะไรอีก

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อคืนวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ท่านเริ่มไม่นอน และเริ่มพูดจาเพ้อเจ้อ ว่ามีเพื่อนมาหา แล้วคุยคนเดียว ทั้งคืนไม่นอน มันเฉียบพลันมาก และต่อเนื่องมาถึงเช้า ก็ยังพูดคุยรู้เรื่อง ให้ท่านรับประทานอาหารเช้า ท่านก็รับประทานเหมือนคนปกติ แต่ดูอิดโรย เพราะไม่ได้นอนทั้งคืน แล้ว สักพักก็เหม่อลอย ไม่พูด ไม่จา บางทีดูเหมือนจะพูดคุยรู้เรื่อง บางทีก็เริ่มสับสน ไม่รู้เรื่อง แต่ชอบเล่าเรื่องอดีตที่ผ่านมาให้ฟัง ปกติไม่ค่อยคุยขนาดนี้ ผมเริ่มเห็นความผิดปกติ และเอะใจ แต่ยังมีอาการไม่มาก พอตกเย็น ท่านเริ่มเห็นภาพหลอน พูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว และไม่ยอมนอนอีก เริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ผมคิดว่า ท่านนะจะเริ่มมีอาการของอัลไซเมอร์แล้ว คิดว่าตอนเช้าจะพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

ในเช้าวันที่ 1 มกราคม 2558 ผมพาคุณพ่อไปพบแพทย์ คุณหมอบอกว่า คุณพ่อเริ่มเป็นอัลไซเมอร์ และให้ยามารับประทาน มียาคลายเครียดด้วย เพื่อให้ท่านได้นอนหลับ แต่คุณพ่อไม่ยอมนอน ที่สำคัญ มีอาการอาละวาดเหมือนคนสติไม่ดี จับไม้ตีคนในบ้าน และตีข้าวของในบ้าน เพราะท่านบอกว่า มีงู เข้ามาในบ้านบ้าง มีศัตรูจะมาทำร้ายบ้าง เดินทั้งคืน ท่านไม่นอนมา 3 วันแล้ว ผมกลุ้มใจมาก น้ำตาซึมใน จะร้องออกก็ไม่ได้ เพราะเห็นพี่สาวร้องไห้ ได้แต่ตั้งสติ จึงตัดสินใจเรียกพี่สาวมาคุย และอธิบายให้ฟังว่า โรคอัลไซเมอร์นี้ ทำให้คุณพ่อกลับไปเป็นคนละคน เหมือนคนสติไม่ดี เราต้องไม่ต่อต้านท่าน เพราะถ้าต่อต้านท่าน ท่านจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ต้องเออออ ทุกเรื่อง เช่นเห็นเพื่อนมาหา ก็เออออว่า เพื่อนท่านมาคุยด้วย หรือท่านคุยเรื่องอะไรก็เออออตามท่านทุกเรื่อง ส่วนผมก็ใช้ความรู้และประสบการณ์ ด้านอาหารเสริม และธรรมชาติบำบัด มาจัดระเบียบการดูแลท่านใหม่ เริ่มสั่งอาหารเสริม เพื่อนำมาบำรุงสมอง และร่างกาย (เพราะอัลไซเมอร์เซลล์สมองถูกทำลาย จึงทำให้ไม่มีสติ) ไม่ใช้ยาคลายเครียดที่คุณหมอให้ เพราะอาการแย่ลง ยังไงก็ไม่หลับ แต่เปลี่ยนเป็นนมผึ้ง ให้คู่กับยาลดน้ำมูก (cpm) ท่านหลับได้ในคืนนั้น และนอนกรนด้วย ผมดีใจมาก ที่ท่านเริ่มหลับได้ในวันนี้ น้ำตาแห่งความดีใจผมไหลออกมา และกอดกับพี่สาว บอกว่า เรากำลังไปได้ถูกทางแล้ว อดทนนิดนึง

วันที่ 3 มกราคม 2558 ท่านดูสดชื่นขึ้น คงเพราะเมื่อคืนได้นอนหลับ เป็นครั้งแรก ในรอบ 4วันที่ไม่หลับเลย ยังคงเห็นภาพหลอนบ้าง แต่ประปราย ผมเริ่มนำท่านสวดมนต์ นำหินมาให้ท่านนับ เริ่มให้ท่านใช้ความคิด เมื่อท่านเล่าถึงอดีต ก็จะเริ่มถามว่าทำยังไง เป็นยังไง เพื่อให้ท่านคิดและตอบ และให้อาหารเสริม ที่บำรุงสมอง ลดไขมันเลว ต้านอนุมูลอิสระ พร้อมกับอาหารบำรุงร่างกาย และก่อนนอน ก็เริ่มให้นมผึ้งอย่างเดียว (ไม่ให้ cpm) อาการต่างๆของท่านเริ่มดีขึ้น เป็นลำดับ ผ่านไป 10 วัน ท่านเริ่มเหมือนคนปกติ เริ่มพูดคุยรู้เรื่อง ไม่พูดคนเดียว ไม่เห็นภาพหลอน และปัจจุบันนี้ ก็เป็นปกติ ผมขอขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ปกปักรักษา ครอบครัวของเรา และให้ผมมีสติปัญญา ในการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ได้ อย่างทันท่วงที
ท้ายนี้ อยากบอกทุกท่านว่า “วันนี้ ท่านดูแลคนที่รักท่าน ให้มากที่สุดแล้วหรือยัง” ความรัก ความใส่ใจ ความเข้าใจ จะทำให้เรารอดพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้ ถ้าเราสังเกตและดูแล ผู้สูงอายุในบ้านของเรา หากมีอะไรผิดปกติ เราจะแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนจะสายเกินไป ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี KPL

หนุ่มสาว ยุคใหม่ ไร้พุง เทคนิคง่ายๆ ประหยัด คุ้มค่า ได้ผลชัดเจน

0

จากสถิติของประเทศไทย พบว่า คนไทย ส่วนใหญ่มีรูปร่างท้วมถึงอ้วน มากถึง 17 ล้านคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ มากกว่า 35 ปีขึ้นไป กว่า 1 ใน 3 มีพุงกันทุกคน ซึ่งการมีพุง ย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะนั่นหมายถึง ปริมาณไขมันสะสมของร่างกาย กับการเผาผลาญสารอาหาร ของร่างกายไม่เกิดความสมดุลกัน จึงทำให้มีไขมันส่วนเกิน ในร่างกาย ซึ่งเราจะพบว่า บางคนก็แค่ท้วมๆ แต่บางคน ก็จะเกินท้วม หรือเรียกว่า อวบระยะสุดท้าย จนไปถึงการมีรูปร่างอ้วน

ซึ่งแน่นอนที่สุด การที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย และนำมาซึ่งโรคเรื้อรัง ที่เรียกว่า NCDs (Non-communicable diseases) ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆสะสมอาการ ค่อยเกิด ค่อยทวีความรุนแรง และเมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง และพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตด้วยโรคกลุ่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ

สุขภาพ

วันนี้  จึงมีเคล็ดลับดีๆ ที่ไม่ลับ นำมาฝากสำหรับคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะในเมือง ที่มีรูปร่างท้วม ลงพุง เรามาหาวิธีพิชิตพุง ใน 1 เดือนกันดีกว่า เพื่อให้ได้รูปร่างที่ดี และสุขภาพที่ดีนั่นเอง ซึ่งวันนี้ขอเสนอเคล็ดลับ ดังนี้

แกว่งแขน ทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ลดพลังงานได้มากกว่า 200 กิโลแคลอรี่
การแกว่งแขน เป็นธรรมชาติบำบัดอย่างหนึ่ง นิยมกันมากในจีนแผ่นดินไทย ใต้หวัน และฮ่องกง
ขั้นตอนการทำคือ ยืนตรง เท้าสองข้างแยกจากกัน เท่าระยะหัวไหล่ ปล่อยมือตามธรรมชาติ และเริ่มแกว่งแขน ไปข้างหน้าและหลัง โดยเมื่อแกว่งแขนไปข้างหน้า ที่สำคัญคือ ต้องแยกปลายเท้าให้เท่าช่วงไหล่ เพื่อรักษาสมดุล ของร่างกาย แล้วเริ่มแกว่งแขน โดยเมื่อแกว่งแขนไปข้างหลัง ให้สมดุลอยู่ที่ส้นเท้า และเมื่อแกว่งแขนไปข้างหน้า ให้สมดุล อยู่ที่ปลายเท้า ที่สำคัญอีกสิ่งคือ ลำตัวต้องเอนตัวไปข้างหน้า และหลังด้วย โดยมีปลายเท้า และส้นเท้า เป็นตัวช่วยรักษาสมดุล ทำเช่นนี้จนถึง 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ไปถึง 200 กิโลแคลอรี่

การแกว่งแขนเป็นเพียงภาพลวงตา ที่ทำให้ผู้ฝึกทำเอนตัวไปมา เหมือนจะล้ม จนทำให้สมอง ต้องสั่งการให้กล้ามเนื้อออกแรงต้านการกระทำ จึงทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานขึ้นมา
ทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การแกว่งแขนด้วยการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง เบิร์นพลังงานได้ 230 กิโลแคลอรี่ หรือเท่ากับการเดินเร็วในเวลาเท่ากัน พบว่าการแกว่างแขน มีการเบิร์นแคลอรี่จริง มีการใช้กล้ามเนื้อต่ำกว่าช่วงเอวลงไปถึง 12 มัด
การแกว่งแขน เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่เกิดเสียงรบกวนใดๆ

แกว่งแขนต้านโรค

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยกึ่งทดลอง กับกลุ่มตัวอย่าง ของผู้สูงอายุ ที่มีปัญหา โรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ โดยเข้าโปรแกรม ออกกำลังกายแกว่งแขน ครั้งละ 30 นาที เป็นเวลา 9 สัปดาห์ต่อเนื่อง พบว่า กลุ่มผู้ป่วยจากโรคความดันโลหิตสูง สามารถที่จะควบคุมสภาวะการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ในเกณฑ์ปกติ ช่วยให้การไหล เวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยรักษาอาการและโรคต่างๆ เช่น อาการเป็นลม อัมพาต ไขข้ออักเสบ และยังทำให้รู้สึกเจริญอาหาร ระฉับกระเฉง นอนหลับสบาย และท้องไม่ผูก ที่สำคัญคือสัมพันธภาพในครอบครัวที่ดีขึ้น เพราะทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกๆ ต่างก็ร่วมกัน ออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน เพื่อควบคุมน้ำหนัก และส่งเสริมสุขภาพ มีผลทำให้สุขภาพดีขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้นจริง

ออกกำลังกาย

ทำความสะอาด ที่อยู่อาศัย 1 ชั่วโมง ช่วยลดพลังงาน ได้ถึง 400 กว่ากิโลแคคอรี
การทำความสะอาด บ้านพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็น คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว โดยทำทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง สามารถช่วยเผาผลาญ พลังงาน ได้ เริ่มจากการ

– การปัดฝุ่นทำความสะอาดบ้าน ใน 1 ชั่วโมง สามารถที่จะ เผาผลาญพลังงานได้ถึง 200 กิโลแคลอรี
– การถูพื้นบ้าน 1 ชั่วโมง สามารถที่จะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 400 กิโลแคลอรี
– เช็ดหน้าต่าง เช็ดกระจก ครึ่งชั่วโมง สามารถจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า 100 กิโลแคลอรี
– การขัดห้องน้ำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญพลังงานได้ ถึง 90 กิโลแคลอรี

เห็นมั้ยครับว่า กิจกรรมงานบ้านง่ายๆ แต่ได้ผลคุ้มค่า ไม่ต้องเสียเงินไปฟิตเนส เพียงแค่จัดกิจกรรม วันนี้ทำสัก 1 อย่าง พรุ่งนี้ ทำอีก 1 อย่าง สลับกันไป บ้านพักอาศัยของคุณ ก็จะสะอาด และได้ช่วยให้คุณมีรูปร่างที่ดี เรียกได้ว่า ยิงนกทีเดียว ได้ 2ต่อกันไปเลย

ทำความสะอาดบ้าน

ฉลาดในการเลือกรับประทานอาหาร ต้องอาศัยหลักแห่งความพอดี พอกิน แล้วจะมั่งมี เพราะมีเงินเก็บเป็นของแถมอีกด้วย เทคนิคง่ายๆ ได้แก่
ทานอาหารให้พออิ่ม พอดี ไม่รับประทานจุกจิก ทานหาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทั้ง 3 มื้อ รับประทานอาหารให้หลากหลาย เมื่ออิ่มก็หยุด อย่าเสียดาย เพราะถ้าร่างกายของเราได้รับอาหารมากเกินความจำเป็น ประกอบกับการไม่ออกกำลังกาย จะส่งผลให้ ร่างกายเผาผลาญสารอาหารไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมไขมันส่วนเกิน นอกจากจะสิ้นเปลืองเงินทองแล้ว ยังส่งผลต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

อาหารสุขภาพ

ดื่มน้ำ 6 – 8 แก้วต่อวัน หรือเมื่อมีอาการหิวระหว่างมื้อ ก็ดื่มน้ำ ประทังความหิว แต่อย่ามากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ในแต่ละวัน ร่างกายต้องการน้ำสะอาดดื่มโดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 2 ลิตร อย่าเกิน 6 – 7 ลิตร ถ้าคุณดื่มน้ำมากๆ แล้วคิดว่าจะแทนที่อาหาร แล้วทำให้คุณลดน้ำหนักได้ นั่นคือ คุณคิดผิด
เพราะถ้าคุณดื่มน้ำมากเกินกว่า 6 – 7 ลิตรต่อวัน จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำเกิน หรือน้ำเป็นพิษ (Water Intoxication) ซึ่งจะไปส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นของแร่ธาตุโซเดียมลดลง ส่งผลให้น้ำภายนอกเซลล์ ซึมเข้าไปในเซลล์ ทำให้เซลล์บวมน้ำ สงผลให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) ทำให้สมองบวม ปวดบวม อันตรายถึงชีวิตได้

น้ำดื่ม

เลี่ยงอาหารหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดื่มน้ำอัดลม มีกรดคาร์บอนิกค่อนข้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวจะกีดขวางการดูดซึมแคลเซียมของกระดูก และในน้ำอัดลม มีน้ำตาลสูง ทำให้เราได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็นของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญสารอาหารไปได้หมด กลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหลั่งสาร อินซูลิน มากเกินจำเป็น ทำให้เราเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ

น้ำอัดลม

เลี่ยงการทานอาหารมื้อดึก เพราะการที่เรารับประทานอาหารมื้อดึก เราจะไม่ได้ออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้การเผาผลาญสารอาหารที่กินเข้าไปน้อย จนทำให้สะสมกลายเป็นไขมันส่วนเกิน ในทางศาสตร์ธรรมชาติบำบัด ได้มีกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาที่ตับต้องการพักผ่อน สำหรับในโซนประเทศไทย คือ ช่วงเวลากลางคืน หากเรารับประทานอาหารมื้อดึก จะส่งผลให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น เพราะตับต้องไปช่วยกำจัดสารพิษ สร้างเลือด และผลิตน้ำดีในการช่วยสลายไขมัน ดังนั้น มื้อดึก เป็นมื้อที่ทำให้อ้วนง่ายที่สุด

อาหารสุขภาพ

ท้ายที่สุด ขอฝากท่านผู้อ่านทุกท่านว่า ความพอดี เป็นสิ่งที่มีค่าต่อการใช้ชีวิต ที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และมีเงินเก็บ ใช้อย่างพอดี กินอย่างพอดี ออกกำลังกายให้พอดี กับมื้ออาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และมีความสุข

จากใจผู้เขียน และเรียบเรียงโดย ลภาภัทร

วิธีการเลือก Power Bank

0

ตอนนี้หากใครจะเล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลงบนมือถือ ก็อาจจะรู้สึกว่าแบตฯหมดไวจัง หลายๆคนก็แก้ปัญหาด้วยการซื้อ Power Bank มาใช้ แต่ก็ใช่ว่า Power Bank ทุกยี่ห้อจะดีเหมือนกันหมดนะครับ ยังไงเราก็ต้องเลือกหน่อย เพราะมือถือของเราก็ราคาแพงไม่เบา จะใช้ Power Bank ราคาถูกไม่มีมาตรฐานมาปล่อยไฟเข้ามือถือ เสียวมือถือจะระเบิดเอาได้ ดังนั้น เราควรจะเลือก Power Bank ที่ดี มีมาตรฐาน และเหมาะกับมือถือของเราครับ แล้วมีวิธีการเลือกยังไง ตามไปอ่านกันเลยครับ

คำถามที่เราควรตั้ง ก่อนที่จะซื้อ Power Bank มาใช้
1.มือถือของเราแบตฯหมดเร็วรึเปล่า
2.ถ้าแบตฯหมดเร็ว ต้องดูว่าเราชาร์จมือถือกับหัวชาร์จธรรมดาได้ไหม
3.ถ้าเราต้องออกไปข้างนอกบ่อย ไม่มีเวลาในการชาร์จไฟแบบธรรมดา หรือจำเป็นที่จะต้องออกไปพื้นที่ห่างไกลบ่อยๆ ก็ควรหาซื้อ Power Bank มาใช้

powerbank5

 

เมื่อตัดสินใจว่าจะซื้อมาใช้ แต่หลายคนเลือกซื้อ Power Bank ผิดวิธี
1.เลือกราคาถูก และขนาดแบตเตอรี่ใหญ่ไว้ก่อน
ทำให้ได้แบตเตอรี่คุณภาพต่ำ เมื่อลองคิดถึงต้นทุนการผลิตแล้ว ถึงแม้ขนาดแบตฯจะใหญ่ แต่คุณภาพแย่ อายุการใช้งานสั้น หรืออาจเสี่ยงต่อการระเบิดได้
2.เลือกแต่ขนาด ไม่เลือกตามความเหมาะสมในการใช้ในชีวิตประจำวัน
เช่น Power Bank ที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ไม่สามารถพกพาติดกระเป๋าไปได้ โดยเฉพาะสาวๆที่พกกระเป๋าใบเล็ก
3.การลืมคิดถึงคุณภาพของแบตเตอรี่
ทำให้บางครั้งได้ Power Bank ที่มีอายุการใช้งานสั้น และไฟฟ้าที่จ่ายเข้ามือถือไม่เสถียร ชาร์จได้ช้า
4.การใช้ของไม่แท้
ทำให้ไฟเข้ามือถือได้ไม่เสถียร และน้อย หรือบางครั้งอาจทำให้เกิดการกระตุกของไฟ ทำให้แบตมือถือเสื่อมเร็ว
5.เลือกซื้อ Power Bank โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จำเป็นสำหรับความปลอดภัย
เช่น ระบบป้องกันไฟช๊อต ระบบป้องกันการชาร์จเกินขนาด ระบบตัดไฟอัตโนมัติ ระบบกัน/ระบายความร้อน ระบบเตือนเมื่อเครื่องร้อน
6.เลือก Power Bank ที่จ่ายไฟได้ไม่เหมือนกับที่โฆษณาไว้
ทำให้ชาร์จไฟได้ช้า และไม่เสถียร ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่มือถือเสื่อมเร็ว
7.เลือกซื้อ Power Bank ที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ
เช่น UL (Underwriters Laboratories Inc.), CE, ROH ฯลฯ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟช๊อต ไฟไหม้ แบตฯระเบิด

powerbank2

 

สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อ Power Bank ดีๆสักอันมาใช้
1.ขนาดความจุของ Power Bank
อย่างน้อย ขนาดความจุไฟของ Power Bank ควรมีขนาดเท่ากับแบตเตอรี่ของมือถือเรา เพื่อให้สามารถชาร์จให้เต็มได้
2.ปริมาณและกระแสไฟที่จ่ายออกจาก Power Bank ควรอยู่ในปริมาณที่เท่ากันกับที่มือถือจะรับได้
เพราะเป็นปริมาณไฟสูงสุดที่มือถือเองรับได้ หากน้อยกว่าก็จะทำให้ชาร์จได้ช้า หากมากกว่าก็อาจส่งผลเสียทำให้แบตเตอรี่มือถือเสื่อมเร็ว
3.จำนวนช่องจ่ายไฟ
หากมีหลายช่อง เราก็สามารถชาร์จมือถือของเราได้หลายเครื่อง หรืออาจจะชาร์จอุปกรณ์อื่นไปพร้อมกันได้
4.ขนาด และ Design ของ Power Bank
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าขนาดและรูปลักษณ์ของ Power Bank มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อมาก เพราะในการเลือก Power Bank มาใช้จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงความสวยงามที่เรามีความชอบเป็นส่วนตัว
5.มีระบบตัดไฟอัตโนมัติหรือไม่
ในการชาร์จมือถือ เมื่อชาร์จเต็มแล้ว ตัว Power Bank จะทำการตัดการจ่ายไฟอัตโนมัติ ทำให้ไม่เกิดปัญหาชาร์จไฟมากเกินไป นานเกินไปซึ่งส่งผลให้แบตเตอรี่มือถือเสื่อมสภาพไว
6.การชาร์จตัวเองของ Power Bank
การชาร์จตัว Power Bank เองมีระบบการตัดไฟหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ไม่ให้เกิดการชาร์จไฟเข้ามากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดระเบิดขึ้นได้
7.ความน่าเชื่อถือของตัวแทนจำหน่าย/ผู้ขาย
ผู้ขายเองมีความรู้เกี่ยวกับ Power Bank ที่ขายมาก-น้อยเพียงใด ให้คำปรึกษากับเราได้ดีหรือไม่ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่าเรากำลังซื้อสินค้าที่มาพ่วงต่อกับมือถือของเราซึ่งมีราคาแพง คงไม่มีใครต้องการให้เกิดการเสียหายกับมือถือ

powerbank1

 

8.ความน่าเชื่อถือของยี่ห้อ Power Bank
ชื่อเสียงของยี่ห้อเป็นเหมือนคำมั่นสัญญากับลูกค้า ว่าสินค้าของตนมีคุณภาพดี ปลอดภัย มีการการันตี
9.การการันตี
การการันตีเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะหากเกิดปัญหาในการใช้งาน Power Bank สามารถเคลมประกันเรียกค่าเสียหาย หรือเปลี่ยนตัวสินค้าได้
10.การใช้ USB Tester ในการวัดปริมาณกระแสไฟที่ออกมาจาก Power Bank
เป็นการทดสอบคุณภาพของ Power Bank ก่อนตัดสินใจซื้อที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้เราได้ Power Bank ที่มีคุณภาพการจ่ายไฟที่เสถียร และจ่ายไฟในปริมาณที่เหมาะสมกับมือถือของเราจริงๆ
11.ราคาที่เหมาะสม
Power Bank บางตัวความจุเยอะแต่ราคาถูก นั่นอาจเป็นเพราะการใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ แต่บางตัวมีขนาดความจุไฟที่เยอะและมีราคาสูง นั่นอาจจะบ่งบอกถึงคุณภาพได้ แต่สิ่งสำคัญคือการสังเกต และสอบถามราคาจากหลายร้านค้า จะทำให้ทราบราคาที่เหมาะสมกับขนาดความจุนั้นๆ
12.วัสดุที่ใช้ห่อหุ้ม Power Bank
Power Bank ที่น่าสนใจในปัจจุบันมีการใช้วัสดุต่างๆเพื่อห่อหุ้ม เพื่อป้องกันไฟรั่วไฟดูด เพื่อป้องกันการกระแทก เพื่อให้จับได้กระชับมือ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าชอบแบบไหน
13.Feature พิเศษ
a.Power Bank ที่สั่งการด้วย Bluetooth ได้
b.Power Bank ที่มีสายชาร์จในตัวของมันเอง
c.มากับไฟฉาย
d.สามารถใช้สตาร์ทรถยนต์ได้
e.มีจอ LED แสดงผลของการชาร์จ
f.ชาร์จตัวเองได้จากพลังงานแสงอาทิตย์
g.มาในรูปแบบแฟชั่น และตัวการ์ตูนต่างๆ
14.มีใบประกาศนียบัตร รับรองมาตรฐานต่างๆ
ทำให้มั่นใจได้ว่า Power Bank มีคุณภาพ และผ่านการตรวจสอบต่างๆมาแล้ว มีความปลอดภัย และจ่ายไฟได้อย่างมีคุณภาพ

powerbank6

 

เมื่อซื้อมาใช้แล้วต้องดูแลรักษายังไง
1.Power Bank ส่วนใหญ่ไม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการตกกระแทก
หาก Power Bank ตกกระแทก อาจมีโอกาสที่สายไฟ หรือวงจรภายใน ขาดได้ หรือส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมีที่อยู่ในแบตเตอรี่ ในกรณีที่แย่ที่สุดคือเกิดการระเบิดได้
2.เก็บ Power Bank ให้ห่างจากความร้อนหรือเย็นเกินไป
Power Bank ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ดีที่สุดในสภาพอุณหภูมิห้อง หากถูกใช้งานในสภาพที่ร้อนหรือเย็นเกินไปอาจทำงานได้ไม่เต็มที่
3.ไม่ใช้ Power Bank ในขณะที่มันชาร์จตัวเองอยู่
หากใช้ Power Bank ในขณะที่ชาร์จไฟตัวมันเองนั้น อาจทำให้เกิดไฟลัดวงจร และตัว Power Bank อาจจะไหม้และละลายได้
4.ไม่แกะ Power Bank เล่น หรือแกะเพื่อซ่อมเอง
การแกะเล่นอาจไม่ส่งผลดีต่อวงจรภายในของ Power Bank ทำให้เกิดการลัดวงจรได้ เสี่ยงต่อการระเบิด และไฟไหม้

powerbank3

ไอเดียตกแต่งบ้าน ของคนอินเดีย

0
ลักษณะการตกแต่งบ้านแนวอินเดีย ประกอบด้วย
1. สีสัน
สีสันของบ้านสไตล์อินเดียมักจะมีสีสดใส ดูอบอุ่นคล้ายความเผ็ดร้อนของอาหารอินเดีย แต่ก็มีการผสมผสานสีสันที่หลากหลาย กลมกลืน และจะไม่ตัดกันมาก จะเน้นสีสันที่ให้ความรู้สึกสะอาดตา
2. ลวดลาย
ผนังห้องต้องมีลวดลายที่สวยงาม รับกับสีสันของห้อง มักจะเน้นความเรียบง่าย และมีลวดลายแทรกแซมอยู่ในมุมต่างๆ เช่น หน้าต่าง กรอบรูป ผ้าม่าน ฯลฯ มีลวดลายแต่ไม่ดูรกรุงรังหรือสกปรก
india2
3. พื้น
พื้นของห้องมักจะใช้วัสดุที่เป็นหินอ่อนลายทาง หรือการใช้ซีเมนต์ โดยโทนสีมักจะเป็นสีสว่าง รับกับสีอบอุ่นของผนังห้อง อีกประการคือ พื้นห้องมักจะมีความเย็น แต่ไม่นิยมพื้นที่ทำจากวัสดุ เช่น ไม้
4. การตกแต่ง
การตกแต่งมักจะใช้ กระจกที่มีกรอบลวดลายสวยงามติดบนผนังบ้าน รูปภาพที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนอินเดีย รูปภาพของเทพ เทวดาพระองค์ต่างๆที่ศรัทธา นอกจากนั้นยังมีการใช้ของตกแต่งที่แกะสลักจากหินศิลาแลง และโลหะ เช่น ทองแดง และทองเหลือง ซึ่งบางครั้งอาจใช้ทองคำแท้มาใช้ตกแต่งบ้านด้วย หน้าต่างบ้านมักจะเป็นหน้าต่างทรงสูงจึงจำเป็นต้องมีผ้าม่านทรงสูงเช่นกัน โดยเนื้อผ้าม่านมักจะเป็นผ้าบางๆ เพื่อให้ปลิวลมและสร้างเสน่ห์ให้กับห้องได้อีกด้วย นอกจากนั้นยังรวมถึงพรมประจำบ้าน ซึ่งหลายบ้านมักจะใช้พรมถักมือซึ่งมีลวดลายสวยงาม และมีความหนาเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับพื้นบ้านได้ และยังช่วยให้ไม่เย็นเท้าเวลาเหยียบพื้นอีกด้วย
india4
5. เฟอร์นิเจอร์
เฟอร์นิเจอร์ในบ้านมักจะทำขึ้นจากไม้ และมีการตกแต่งบนชิ้นไม้ มีการแกะสลักสวยงาม นอกจากนั้นยังมีการผสมผสานงานไม้กับหนังสัตว์ด้วย และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือหมอนที่จำเป็นต้องมีมาก มีหลายขนาด วางไว้ทุกมุมบ้าน ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าจะลงนอนตรงไหนก็ได้
6. กลิ่น
บ้านสไตล์อินเดียจะมีกลิ่นเฉพาะ คือกลิ่นดอกไม้หอมต่างๆ เช่น ดอกกุหลาบ ดอกมะลิ กลิ่นหอมจากไม้ และกลิ่นหอมจากกำยานต่างๆ ซึ่งมีความเชื่อกันว่ากลิ่นหอมนี้จะช่วยให้คนที่อยู่ในบ้านมีสุขภาพดี จิตใจแจ่มใส และจะนำโชคลาภเรื่องดีๆเข้ามาในบ้าน
เรียบเรียง โดย นกเงือก
india5

กำลังใจ กับการต่อสู้โรคร้าย

0

กำลังใจ กับการต่อสู้โรคร้ายของเรา!!

หากจะย้อนไปในอดีต วิวัฒนาการ และความเจริญก้าวหน้า ไม่เหมือนในวันนี้ โรคภัยไข้เจ็บของคนสมัยก่อน ก็แตกต่างไปจากสมัยนี้ รวมไปถึงการดำรงชีวิต พฤติกรรมต่างๆ การใช้ชีวิต สังคม ความเร่งรีบ ความเครียด และที่สำคัญคือ สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันกับอดีต แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนพลิกแผ่นดิน ตามหาอากาศอันบริสุทธิ์ เคยมีคำขำๆ ล้อเลียนกันในภาพยนต์เรื่องหนึ่ง “ช้างกูอยู่ไหน” และคำนี้ ยังคงถูกล้อเลียนในปัจจุบันอยู่ หากจะให้ทันเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน คงต้องร้องว่า “อากาศดีของกูอยู่ที่ไหน” ตามหากัน ไปเที่ยวกัน สูดอากาศกัน ในอนาคต คงจะมีอีกธุรกิจหนึ่ง คือ “ขายอากาศดีอัดกระป๋อง” และเชื่อว่าเป็นธุรกิจของยุคในอนาคต ที่หลายคนต้องบริโภค และต้องการ คงจะมีขายในทุกมุมเมือง มีให้เลือก ว่าจะเอาอากาศจากแนวเทือกเขาสูง อากาศริมทะเล อากาศที่คุ้งน้ำ อากาศริมภูผา ให้เลือกตามความชอบ จะให้ดียิ่งขึ้น คงต้องสูดอากาศ แล้วมีปุ่มกดที่ข้างกระป๋อง มีภาพสามมิติ ให้เห็นว่าเราอยู่ท่ามกลางบรรยากาศ ที่ระบุไว้ข้างกระป๋อง สุดท้าย อย.ไทยคงต้องมีคำเตือนว่า ก่อนบริโภค อากาศที่บริสุทธิ์ กรุณาอ่านข้างกระป๋องว่า ขึ้นทะเบียน อย. ถูกต้องหรือเปล่า! จะได้ไม่บริโภคอากาศที่ไม่ปลอดภัย คำทำนายขำๆ ที่อาจจะเป็นจริง แล้วอย่าลืมนึกถึงคนทำนายคนนี้ด้วยนะ นามแฝงว่า ….. “ลภาภัทร”

 

กำลังใจ
คุณเชื่อหรือไม่ หากคุณรวยหลายพันล้าน ในขณะที่ คุณป่วยด้วยโรคที่รักษายาก เกินจะคาดหวัง ว่าจะหายหรือไม่หาย เช่น มะเร็ง ที่หลายคนบอกว่า วิวัฒนาการทางการแพทย์ รักษาหายได้ ในขณะที่ หลายคนก็บอกว่า “ไม่หาย” รอวันที่จะไปจากโลกใบนี้ กับเงินก้อนโต ที่คุณมีในบัญชี หลายพันล้านบาท กับอนาคต ที่ไม่รู้ว่า คุณจะมีชีวิตอยู่ หรือจากไปจากโลกใบนี้ มันไม่สำคัญหรอกว่า คุณจะอยู่ หรือคุณจะไป เพราะทุกคนก็ต้องจากไปจากโลกใบนี้ทั้งนั้น แต่ที่สำคัญคือ ไปอย่างสงบ หรือไปอย่างทุรนทุลาย จนหมดลมหายใจ คุณเชื่อหรือไม่ ผมได้ใกล้ชิดกับคนเป็นมะเร็ง หลายสิบคน บางคน ตรวจพบ และเสียชีวิตในโรงพยาบาล ไม่เกิน 3 – 4 เดือน ไปอย่างสงบ และอีกหลายคน ก็ยังคงมีชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ที่ทนทุรนทุลาย กับความเจ็บป่วย และความเจ็บปวด นานนับปี ก็ยังไม่ตาย แต่อยู่อย่างทุกทรมาน กับโรคที่เป็น หลายคนมีฐานะดี การเงินดี หลายคน ฐานนะแย่ การเงินแย่ และที่แปลกกว่านั้น อีกหลายชีวิต ที่ป่วยด้วยมะเร็ง ยังคงมีความสุข กับโรคมะเร็ง และใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ!!! อะไร คือเหตุและผลของการเจ็บป่วย อะไรคือความแตกต่างของการเจ็บป่วย อะไรคือเหตุแห่งความทุกข์ทรมานในความเจ็บป่วย ทำไม ! ทำไม ! และทำไม!! ………
ความเป็นจริง ไม่มีใครรู้ได้ มีแต่คนบอกว่า รู้ก่อนรักษาก่อน รักษาหายถ้ารักษาทัน รีบรักษาจะได้หาย รักษาแล้วไม่หาย ทำไงดี รักษาแล้วทำไมแย่ลง ทำไงดี! ไม่ใช่แค่มะเร็งนะ ที่เข้าใกล้เราทุกคนทุกขณะ แต่ยังรวมไปถึง โรคร้ายแรงต่างๆ ที่เกินกับเราได้ทุกคน มีทั้งเหตุ และไม่มีเหตุ ที่จะเกิดขึ้น แต่หากคุณประมาทในการดำรงชีวิต ในการใช้ชีวิต คุณจะได้รับโรคที่คุณไม่คาดหวัง เข้ามาเยี่ยมเยียน ได้ง่ายกว่า คนที่ดูแลตนเองดี เป็นสิ่งธรรมดาอยู่แล้วว่า ใครดูแลตัวเองดี ก็ย่อมมี สุขภาพที่ดี

 

กำลังใจ
คุณเชื่อหรือไม่ว่า มีหลายร้อยคน ที่อยู่กับโรคร้ายต่างๆ อย่างมีความสุข สุขที่ใจ และส่งผลให้มีกำลังใจ ต่อสู้และเข้าใจโรคต่างๆ ที่ตนป่วย ด้วยความเข้าใจ โรคอยู่ส่วนโรค ป่วยอยู่ส่วนป่วย มะเร็งอยู่ส่วนของมะเร็ง เราแบ่งส่วนของร่างกายเราออกเป็นส่วนๆแล้ว กำลังใจดีๆ จากคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังใจจากตัวเองสำคัญที่สุด ถ้าเราพร้อมจะสู้ จิตใจสู้ สู้อย่างชาญฉลาด สู้กับโรค ด้วยความเข้าใจในโรค สู้กับโรค ด้วยข้อเท็จจริง สู้กับโรค ด้วยจิตใจที่มองเห็นสิ่่งต่างๆ เป็นสิ่งที่ดี กำลังใจดี ชีวิตดี มีความสุข เมื่อเราสุข คนดูแลเรารอบข้างก็สุข กำลังใจ หัวใจ ความรัก ความศรัทธา ความผูกพันธ์ มันเหมือน โซ่ตรวน ที่ไม่ขาดง่ายๆ เพราะเป็นโซ่ตรวนที่เต็มไปด้วยอณูแห่งความแข็งแกร่ง กำลังใจ นี่เป็นยาวิเศษ
ต้องบอกตัวเองตลอดเวลาว่า เราคือคนไม่ป่วย และใช้ชีวิต ด้วยความไม่ประมาท บวกกับ กำลังใจของตัวเอง ให้คนอื่นมามาก รักคนอื่นมามาก ต้องรักตัวเองให้มาก อย่าคิดทำร้ายตนเอง หยุดประชดชีวิต ด้วยการทำร้ายตัวเอง หลายๆครั้ง ที่คนป่วย มักจะคิดสั้น และไม่อยากมีชีวิตอยู่ โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรม ทำไมเราต้องป่วย ทำไมเราต้องเจ็บ เราทำเวรกรรมอะไรไว้ !! ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องเลิกโทษตัวเอง เลิกโทษฟ้าดิน เลิกโทษโชคชะตา เลิกทำร้ายตัวเอง เลิกทำร้ายหัวใจตนเอง ในขณะที่เราต้องกลับแนวคิด หันมารักตัวเองให้มาก รักคนรอบข้าง รักโลกใบนี้ มองโลกในแง่ดี ใครๆก็ป่วย ไม่ใช่เราเพียงคนเดียว ปวดหนอ อ้ออาการปวดก็เป็นอย่างนี้ ให้เราได้เรียนรู้เรื่องการปวด เจ็บจัง อ้อโรคนี้มันเจ็บแบบนี้ ไม่ไหว ก็ไปพบหมอ เจ็บแต่กาย ปวดแต่กาย อย่าให้ใจต้องเจ็บ ใจต้องดี รักษาสมดุลของร่างกายและจิตใจ ใจเป็นสุข ชีวิตจะมีความสุข มองทุกอย่างคือโลกแห่งความเป็นจริง ที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น ในทางศาสนา ทุกศาสนา จะส่งเสริมให้ทุกคนรู้จักการให้ ให้รักตัวเอง รักผู้อื่น ช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่น ให้ความรักมันเอาชนะทุกอย่าง ทำบุญ ทำทาน สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง สังคมรอบข้าง ทุกสิ่งอย่าง อย่างละนิดหน่อย ไปจนมากมาย เท่าที่เราทำได้ และมีความสุข อะไรที่ทำให้ชีวิตมีความสุข อะไรที่ทำให้เรามีสุขภาพดี ร่างกายดี จิตใจดี มองโลกแง่ดี ช่วยเหลือสังคม รักตัวเอง รักครอบครัว รักเพื่อนบ้าน รักสังคม ความรักยิ่งใหญ่ และชนะทุกอย่าง ชนะใจ ชนะโรค แค่เรารักตัวเองให้มาก รักผู้อื่นให้มาก เราก็ชนะโรค ด้วยความรักแล้ว………..รักไม่มีวันตาย…ไปจากจากใจ……”ลภาภัทร”

ความสำคัญ เอนไซม์ ที่มีต่อร่างกาย

0

เอนไซม์ มีความสำคัญต่อร่างกาย

เอนไซม์ คือ  โปรตีนชนิดหนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวเคมีในสิ่งมีชีวิต  ไม่มีเอนไซม์ก็ไม่มีชีวิต  ปฏิกิริยาทางชีวเคมีในร่างกายสร้างได้เอง  แต่ไม่ทันกับการดำรงชีวิต  ยกตัวอย่างมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมวิ่งเข้าสู่ปอด  ร่างกายสร้างปฏิกิริยาปกป้องใช้เวลา  3  เดือน  ช้าไม่ทันกาล  เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมวิ่งเข้าปอดแล้วแต่ถ้าเรามีเอนไซม์สมบูรณ์ปฏิกิริยาจะเกิดเพียงใน  1  นาทีแรกที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย  เพราะปฏิกิริยาเคมีจะถูกเร่งโดยเอนไซม์ให้เกิดพลังงานจาก  3  เดือน  มาเป็น  1  นาที  เพราะฉะนั้น  เอนไซม์มีความสำคัญต่อทุกปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย  คือ  ในทุก  ๆ  เซลล์ของร่างกาย  ซึ่งมีรวมกันมากกว่า  60 ล้าน  ๆ  เซลล์  ทำงานภายใต้กิจกรรมของเอนไซม์  ถ้าไม่มีเอนไซม์ร่างกายก็จะไม่มีการหายใจ  ไม่มีการย่อยอาหาร  ไม่มีการเจริญเติบโต  ไม่มีการคิด  ไม่มีการนอน  ดังนั้นถ้าขาดเอนไซม์  ชีวิตย่อมอยู่ไม่ได้

เราได้เอนไซม์  2  ทาง  คือ

1.ผลิตเอง  โดยตับอ่อนแต่อายุมากขึ้น  ประสิทธิภาพการผลิตก็ลดลง

2.ได้รับจากอาหาร  เอนไซม์ในอาหารก็ถูกทำลายโดยความร้อน  การแปรรูปอาหาร  เราจึงขาดเอนไซม์

ทำไมเราจึงต้องการ เอนไซม์

เพราะเรารับประทานอาหารที่ผ่านการใช้ความร้อน  อาหารแปรรูปทำให้เอนไซม์สูญเสียคุณสมบัติไปแม้กระทั่ง การคั้นน้ำผลไม้  ด้วยเครื่องก็ยังทำลายเอนไซม์เพราะมีความร้อน  การเก็บเกี่ยวผลผลิต ระยะเวลาการเดินทางของวัตถุดิบ  กว่าจะมาถึงมือผู้บริโภค  ล้วนทำให้เอนไซม์ลดลงเรื่อย  ๆ  เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว  ยังมียาฆ่าแมลง  สารปรุงแต่งที่มีสารพิษ  ดังนั้นกระบวนการทำงานทั้งหมดของร่างกาย  ต้องอาศัยเอนไซม์เราจึงต้องเสริมเอนไซม์ให้ร่างกาย

เอนไซม์แบ่งเป็น  3  กลุ่มใหญ่

1.เมตาโบลิคเอนไซม์(METABOLIC  ENZYME)
เอนไซม์ชนิดนี้อยู่ในเลือด  เนื้อเยื่ออวัยวะต่าง  ๆ  มีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาช่วยเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานภายในเซลล์ของคนเรา  เอนไซม์มีบทบาทหน้าที่สลายของเสียที่เซลล์ไม่ต้องการ เช่น  เอนไซม์ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
2.เอนไซม์ในอาหาร(FOOD  ENZYME)มีอยู่ในอาหารสด  ผักสด  ผลไม้สด  อยู่ในเซลล์สัตว์และเซลล์พืช  ช่วยย่อยอาหารให้กลายเป็นโมเลกุลเล็ก  ๆ
3.เอนไซม์ย่อยอาหาร(DIGESTIVE  ENZYME)
เป็นเอนไซม์ที่อยู่ในร่างกายทางเดินอาหารของคนและสัตว์  สร้างจากเนื้อเยื่อบุกระเพาะลำใส้  จากตับและตับอ่อนทำหน้าที่ย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลงเป็นโมเลกุลเล็ก  ๆ  จนสามารถถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหารได้ ในต่างประเทศได้นำเอนไซม์มาใช้กับโรคเอสแอลอี ภูมิแพ้ ไมเกรน  ภูมิคุ้มกันต่ำ  เส้นเลือดหัวใจอุดตัน  ตับอักเสบ  ตับแข็ง  แผลเรื้อรังจากเบาหวาน  เก๊าท์  เหน็บชา  สะเก็ดเงิน  ไตวาย   และมะเร็ง  โรคทั้งหมดเกิดจากความบกพร่องของเอนไซม์ เมื่ออายุมากขึ้นการทำงานของเซลล์ต่าง  ๆ  ในร่างกายถดถอยลง  อีกทั้งอุปนิสัยการกินอาหารในปัจจุบันที่รับประทานปรุงสุกทำให้เอนไซม์ในอาหารถูกทำลายต้องทำงานหนักในการผลิตเอนไซม์ขึ้นมาเพื่อย่อยอาหาร  แต่ไม่เพียงพอ  จึงเกิดการทำงานที่ผิดปกติในร่างกาย  อาหารเป็นสิ่งแปลกปลอมแบบหนึ่งที่เข้าสู่ร่างกายของคนเรา  ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เราเรียกว่า  ภูมิต้านทาน  บางครั้งการตอบสนองนี้จะรุนแรงถึงขั้นช็อค  หรือเสียชีวิตได้  ถ้าการตอบสนองมีน้อยก็อาจจะทำให้เกิดโรคเรื้อรังบางอย่างได้ ทำไมคนที่เร่ร่อนกินขยะ กินเศษอาหารที่บูดเน่าอยู่ในถังขยะ จึงมีชีวิตอยู่ได้ทั้ง  ๆ  ที่มีโอกาสเสียชีวิตง่ายแต่กลับมีชีวิตอยู่ได้  เพราะในอาหารที่บูดเน่ามียีสต์  ปฏิกิริยาที่ออกมาจากยีสต์คือ  เอนไซม์  ส่วนคนที่ถูกสอนให้กินอาหารสะอาด  ปรุงสุก  ร่างกายจะแข็งแรงไม่มีโรค  แต่ทำไมร่างกายจึงอ่อนแอ  ก็เพราะอาหารปรุงสุกจะไม่มีเอนไซม์

อาหารเป็นยา

กินอาหารก็เหมือนกับการกินยาป้องกันโรค  ช่วยรักษาโรค  แต่พอมาดูคำว่า  “อาหารเสริม”
ในแง่ทางกฏหมายกลับกลายเป็นว่า  อาหารเสริมไม่ใช่ยา  แถมข้างขวดยังถูกกฏหมายบังคับไว้อีกด้วยว่า
“ไม่มีผล  ในการป้องกันหรือรักษาโรค”  ยกตัวอย่างคนลดน้ำหนัก  คนส่วนมากกลับเสียเงินซื้อยาลดน้ำหนัก
หรืออุปกรณ์ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก  เพราะอยากกำจัดไขมันออกจากร่างกาย  ส่วนมากก็ได้ผลในระยะแรก  ๆ  แล้วก็กลับมาเหมือนเดิม  หนังสือทั้งหลายก็จะเขียนกรรมวิธีใหม่ ๆ  ที่จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์ หรือมีวิธีลดน้ำหนักโดยใช้อาหาร  แต่ไม่มีใครอธิบายว่าสาเหตุที่สำคัญสุดคือ  การชาดสมดุลย์ของเอนไซม์ยาลดน้ำหนักมักจะมียาที่ทำให้ไม่หิว  จึงไม่อยากรับประทาน  จึงทำให้น้ำหนักลด  เมื่อเลิกกินยาน้ำหนักก็กลับมา
ยาส่วนใหญ่มีฤทิ์ข้างเคียง  คนที่ใช้ยาลดน้ำหนักจะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนปกติ

ภาวะรอบตัวที่ทำให้เราต้องกินเอนไซม์

1.อาหารที่เรารับประทานเข้าไปบางส่วนก็มีสิ่งปนเปื้อน  เช่น  สารตะกั่วที่ละลายมากับหม้อก๋วยเตี๋ยว  หรือกระบวนการหุงอาหาร

2.น้ำดื่มจากตู้เย็น  อาจมีสารตะกั่วออกมาด้วย

3.ข้าวที่กินกันในประเทศไทยก็ไม่ปลอดภัย  เคยมีสารแคดเมี่ยมปะปนอยุ่ในข้าวสารที่ปลูกในบางจังหวัดทางภาคเหนือ  เมื่อกินเข้าไปก็มีโรคตามมา  เช่น  โรคกระดูก  ไตวาย

4.สารพิษที่มีอยุ่ใน  ดิน  น้ำ  อากาศ  อาหาร  อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง  ๆ  ในชีวิตประจำวัน  สีทาบ้าน  ของเด็กเล่น  เครื่องสำอาง  กระเป๋าสตางค์ก็มีโลหะหนักปนเปื้อน  โลหะหนักเป็นสาเหตุหนึ่งของสารพัดโรคเรื้อรัง  ตั้งแต่ความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ  โรคหลอดเลือด  และ  มะเร็ง  การตรวจหาโลหะหนักไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะเวลาที่โลหะหนักถูกดูดซึมเข้าร่างกายแล้ว  จะอยู่ในกระแสเลือดไม่นาน  การตรวจเลือดเพื่อหาโลหะหนัก  ว่ามีสะสมอยู่ในร่างกายมากน้อยขนาดไหนนั้น  ไม่สามารถบอกได้  ต้องตรวจพิเศษ  เช่น  การตรวจเล็บ  เส้นผม การสะสมของโลหะหนักในร่างกายจะทำให้เกิด  ‘’อนุมูลอิสระ”บนผนังเซลล์ของหลอดเลือดและก่อเกิดคลอเลสเตอรอลและแคลเซี่ยมมาเกาะทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวตีบตันมากขึ้นทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

ดิน  น้ำ  อากาศ  เป็นแหล่งอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช  ถ้าในดิน  หรือ  อากาศมีสารพิษหรือโลหะหนักเจือปนอยู่  ก็อาจทำให้พืชชนิดนั้นดูดซึมเอาสารพิษ  หรือโลหะหนักเข้าไปไว้ในส่วนของพืชได้  เมื่อสัตว์ไปกินพืชก็จะได้รับสารพิษหรือโลหะหนักนั้น  สุดท้ายคนไปกินสัตว์หรือพืช  คนก็จะรับมาด้วย  การกินเข้าไปทุกวันนี้แหละเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลจากการกินไม่เป็น  กินตามวัฒนธรรมต่างประเทศ

เอนไซม์มีหน้าที่อะไร

1.เป็นตัวเร่งในการย่อยและดูดซึมอาหารทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณภาพเพื่อนำไปใช้  ถ้าระบบการย่อยได้ไม่ดี  ถึงกินอาหารที่ดีก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ  ทั้งสิ้น

2.ควบคุมและเร่งปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด  ถ้าไม่มีเอนไซม์ปฏิกิริยาเคมี  จะเกิดช้าจนชีวิตไม่สามารถอยู่ได้เปรียบเสมือน  กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

3.เอนไซม์แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะตัวและจะทำปฏิกิริยาเคมีจำเพาะกับสารตั้งต้นที่ถูกกำหนดเท่านั้น  เอนไซม์ชนิดย่อยแป้ง  จะไม่ย่อยโปรตีน  เอนไซม์ชนิดย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง

4.เอนไซม์บางชนิดจะส่งเสริมภูมิต้านทานโรค

5.ป้องกันโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลาย  เช่น  มะเร็ง  หัวใจ  เบาหวาน  ความดัน

6.ช่วยระบบไหลเวียนเลือด  เอนไซม์มีความสำคัญในการป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อนลดความเหนียวชองเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด ทำให้คลอเรสเตอรอลลดความเข้มข้นลงดังนั้นการไหลเวียนเลือดจะดีขึ้น

7.ลดการอักเสบไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม  เพราะเอนไซม์มีหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง  ๆ ลดอาการบวม  รักษาบาดแผล  และเร่งสร้างเซลล์ชึ้นมาใหม่

8.ทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

9.กำจัดสิ่งแปลกปลอมในเลือด  เช่นสารพิษที่ดูดซึมจากลำใส้ใหญ่อันเกิดจากากอาหารที่ไม่ย่อยรวมกับสารอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์

10.กำจัดของเสียในร่างกาย  โดยเร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอม  ดังนั้นเอนไซม์  จึงทำให้หลอดเลือดสะอาด

11.เปลี่ยนเซลล์ใหม่ให้ร่างกาย  เช่น  ใบหน้า  จะเปลี่ยนเซลล์ทุก  ๆ  28  วัน  คนชรามีเอนไซม์น้อยทำให้การเปลี่ยนเซลล์ช้าลง  จึงมีรอยเหี่ยวย่น  ดังนั้นการกินเอนไซม์จะทำให้แก่ช้าลง  เร่งการสมานแผล  ป้องกันการเกิดแผลเป็น

12.ทำลายแบคทีเรียที่ไม่ดี  แต่สร้างแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

13.เสริมให้ยาที่ผู้ป่วยรับประทานประจำมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 3-4  เท่า

14.กำจัดเซลล์ที่ผิดปกติ  เช่น  มะเร็ง  เนื้องอก  เป็นต้น

15.เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง

16.ยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือดไฟบริน

17.ปรับเปลี่ยนคุณภาพของร่างกาย  สามารถสร้างเซลล์ปกป้องร่างกายและทำลายอนุมูอิสระที่ทำให้เกิดโรค

ประโยชน์ของเอนไซม์

1.เป็นตัวร่วมกับวิตามินและเกลือแร่  ถ้าไม่มีเอนไซม์เป็นตัวร่วม  วิตามินและเกลือแร่ก็ไม่มีประโยชน์  ร่างกายไม่สามารถเอาไปใช้ได้  เอนไซม์จึงเป็นผู้สร้างเซลล์  สร้างอวัยวะ  สร้างร่างกายและสร้างชีวิต

2.ใช้บำบัดโรค  เช่น  โรคอ้วน  ข้ออักเสบ  ผิวเหี่ยวย่น  ความดันโลหิตสูง  การอุดตันของหลอดเลือด  โรคหัวใจ  ภูมิแพ้  มะเร็ง สร้างภูมิต้านทาน   ภาวะหมดประจำเดือน  โรคตับ  กระเพาะอาหาร  เบาหวาน  เอดส์  ระบบไหลเวียนของโลหิตและกลิ่นปากเหม็น

3.ใช้โรยแผล  ทำให้แผลหายเร็วขึ้น  เนื่องจากเอนไซม์จะช่วยกระตุ้นให้สร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่  เมื่อแผลหายเร็วแผลเป็นก็น้อย

4.ใช้รักษาบริเวณน้ำร้อนลวก

5.แมลงกัดต่อย  บวม  ผสมน้ำทาจะยุบเร็ว

6.ใช้ผสมรดน้ำต้นไม้ ทำให้ต้นไม้แข็งแรงสดชื่น

7.เวลาหุงข้าวใส่เอนไซม์จะทำให้ข้าวนุ่มขึ้น

8.ผสมน้ำทาหน้า  ทำให้ผิวหน้าสดใส  ผิวแดงเกิดเซลล์ใหม่  ผิวหน้ามันก็จะดีขึ้น

9.ใช้หมักเนื้อเอนไซม์จะช่วยย่อยโปรตีน  ทำให้เนื้อนุ่มขึ้น

10.ใช้ล้างกลิ่นคาวปลา  ใช้คลุกเนื้อที่เหม็น  เอนไซม์จะช่วยย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว  ล้างออกจะเหลือเนื้อที่ดี

11.ช่วยในระบบการย่อยอาหาร  ทำให้ร่างกายลดการผลิตเอนไซม์ที่ใช้ย่อยอาหาร  อวัยวะทุกส่วนของร่างกายทำงานได้  เนื่องจาก  การทำงานของเมตาบอลิคเอนไซม์และเอนไซม์เหล่านี้จะนำโปรตีน ไขมัน  คาร์โบไฮเดรตมาสร้างเป็นร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์และทำงานได้อย่างเป็นปกติ  เอนไซม์เปรียบเสมือนแรงงานที่ทำหน้าที่สร้างร่างกายขึ้นจากโปรตีน  คาร์โบไฮเดรตและไขมัน  เหมือนกับการสร้างบ้านมีอุปกรณ์  แต่ไม่มีช่างก่อสร้าง  ก็ไม่สามารถจะสร้างบ้านได้

12.ช่วยในกระบวนการเผาผลาญพลังงาน(เมตาบอลิซึม)อวัยวะและเนื้อเยื่อทุกส่วน  จะมีเมตาบอริซึมเอนไซม์  ที่จำเพาะเจาะจงของอวัยวะและเนื้อเยื่อของแต่ละส่วน  ทำหน้าที่แตกต่างออกไปจากอวัยวะอื่น  ๆ  เช่น  ในหลอดโลหิตแดง  มีเอนไซม์อยู่ถึง  98  ชนิด  แต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกัน  เอนไซม์เหล่านี้โปรตีน  ไขมัน  และคาร์โบไฮเดรต  มาสร้างเป็นร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์และทำงานได้อย่างปกติ  ร่างกายของมนุษย์  อวัยวะ  เนื้อเยื่อ  ถูกควบคุมโดยการทำงานของเมตาบอลิค เอนไซม์  เปรียบเสมือนแรงงานที่ทำหน้าที่สร้างร่างกายขึ้นจากโปรตีน  คาร์โบไฮเดรตและไขมัน

13.ช่วยในกระบวนการซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

14.ช่วยรักษาภาวะสมดุลต่าง  ๆ  ในร่างกาย  เช่น  ระดับฮอร์โมนในร่างกายความเป็นกรดเป็นด่างของเลือด

15.ช่วยชะลอความแก่  การเร่งปฏิกิริยาการทำงานในการย่อยอาหาร  ให้สมบูรณ์  ทำให้ได้สารอาหารต่าง  ๆ  มาเสริมสร้างผิวพรรณให้สดใส  จริง  ๆ  แล้วความอ่อนวัยเกิดมาจากขบวนการในร่างกาย  ไม่ใช่การชโลมทาเพียงเปลือกนอก

16.ช่วยรวมธาตุเหล็ก  ประกอบลงไปในเม็ดเลือดแดงช่วยทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด  ทำให้เลือดหยุดไหลเมื่อเกิดบาดแผล

สรุปเอนไซม์จำเป็นสำหรับทุกปฏิกิริยาเคมีในร่างกายอวัยวะเราทุกส่วนเนื้อเยื่อเราทุกชิ้น และเซลล์เราทุก ๆ  เซลล์สามารถทำหน้าที่ได้ด้วยการขับเคลื่อนของเมตาบอลิซึมของเอนไซม์และเอนไซม์เป็นแหล่งที่สร้างพลังงานให้กับร่างกาย  ถ้าไม่มีเอนไซม์ในร่างกายก็ไม่สามารถใช้สารอาหารทั้ง  45  ชนิดได้อย่างเต็มที่

สถิติ โรคมะเร็ง ของคนไทย

0

สถิติ โรคมะเร็ง ของคนไทย

เมื่อปี 2557 ที่ผ่านพ้นมา มีข่าวการสรุปสถานการณ์โรคมะเร็งของประเทศไทย  พบว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายสูงเป็นอันดับ 1 ของคนไทย ต่อเนื่องนานกว่า 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา และข้อมูลล่าสุด จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบอีกว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกว่า 60,000 คนต่อปี ขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตปีละเฉียด 8 ล้านคนทั่วโลก ล่าสุด องค์การอนามัยโลกคาดว่า อีก 21 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นปีละ 24 ล้านคน
เมื่อวันที่ 19 พ.ย.57 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2554 พบว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิต จากโรคมะเร็ง ปีละประมาณ 60,000 รายหรือเฉลี่ย 7 รายต่อชั่วโมง และยังคงพบอัตราการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกปี

โดย มะเร็ง ที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกในเพศชาย ได้แก่

  1. มะเร็งตับ และทางเดินน้ำดี
  2. มะเร็งปอด
  3. มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก

ส่วน 3 อันดับแรกของ โรคมะเร็ง ที่พบในเพศหญิง ได้แก่

  1. มะเร็งเต้านม
  2. มะเร็งปากมดลูก
  3. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วครับว่า การรักษา ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต้องใช้ระยะเวลาต่อ เนื่อง และเสียค่าใช้จ่ายสูง จึงส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว ว่า โรคมะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มากกว่าปกติ ให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติ

cancer

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรค มะเร็ง ที่สำคัญ 3 ประการ

  1. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกายเช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียและพยาธิบางชนิด
  2. ปัจจัยจากพฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุราเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียมเป็นประจำ
  3. ปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของยีน และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ และทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตรารอดชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนองต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายขาด มากกว่าระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้าย ดังนั้น การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญ

อาการเตือน 5 มะเร็ง ที่เป็นกันบ่อย

เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ผู้อ่านได้ไหวตัวทันก่อนที่เนื้อร้ายจะเข้ามาแฝงใน ร่างกายโดยที่คุณเองไม่รู้ตัว

มะเร็งตับ

“ตับ” เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม ทำหน้าที่สร้างสารอาหารและจัดการของเสียในร่างกาย ซึ่งโรคที่ร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับตับคือ “โรคมะเร็งตับ” โรคเงียบที่คนไทยมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใครที่ชอบบ่นว่าอ่อนเพลีย หมดแรง เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง ท้องบวมขึ้น หายใจลำบาก น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
นั่นก็เป็นเพราะสมรรถภาพการทำงานของตับด้อยลง เนื่องด้วยพฤติกรรมการกินของคนไทยเปลี่ยนไป คนนิยมบริโภคอาหารตะวันตก จำพวก แป้ง น้ำตาล ไขมัน มากขึ้น จึงกระตุ้นให้เกิดไขมันพอกตับ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังและพัฒนาการเป็นตับแข็ง ขณะที่ผู้ป่วยบางกลุ่มที่ได้รับสารอะฟลาท็อกซินที่สร้างขึ้นจากเชื้อราใน อาหารจำพวก ถั่วลิสงบด พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม องุ่นแห้ง ปลาตากแห้ง เหล่านี้เป็นจำนวนมาก ก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี อันนำไปสู่โรคมะเร็งตับในอนาคตได้เช่นกัน

มะเร็งปอด

มะเร็งปอดเป็นโรคที่มักไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก จึงทำให้ร้อยละ90 ของผู้ที่เข้ารับการตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดและเสียชีวิตภายใน 1-2 ปี แต่ถึงแม้ว่าระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการใดๆ ที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยก็ตาม เราสามารถรู้ทันโรคนี้ด้วยการสังเกตจากอาการ เช่น หากรู้สึกว่ามีแรงน้อยลงขณะเดินขึ้นที่สูง นั่งหอบ เจ็บแปลบๆ ตรงซี่โครง เสียงแหบ มีอาการระคายเคือง ไอเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการเหล่านั้น ไม่ควรปล่อยปะละเลยและคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการเล็กๆ น้อยๆ ทานยาปะเดี๋ยวก็หาย เพราะถ้าคิดเช่นนั้น วันข้างหน้าเราอาจมีก้อนมะเร็งที่กำลังขยายตัวขึ้นในปอดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการสูบบุหรี่

มะเร็งเต้านม

เป็นมะเร็งที่ผู้หญิงเป็นมากอันดับ 1 ข้อเสียของโรคมะเร็งเต้านมจะไม่มีสัญญาณใดๆ เตือนให้ทราบล่วงหน้าเลย และเมื่อไรที่มีการตรวจพบว่ามีก้อนไตแข็งๆ ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของเต้านม กดแล้วรู้สึกเจ็บ หรือมีอาการอื่นๆ เช่น มีเลือดออกที่หัวนม เต้านมบวมเป็นเปลือกส้ม นั่นก็หมายความว่าโรคร้ายได้มาเยือนแล้ว ดังนั้นสิ่งที่รับมือได้ดีที่สุดในการรู้เท่าทันโรคนี้ คือ การตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบว่าเรามีโรคร้ายแฝงอยู่หรือไม่ ทั้งนี้หากตรวจพบไวก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษามากยิ่งขึ้น

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งทั้งหมดในสตรีไทย และพบมากในช่วงอายุ 35 – 60 ปี โดยสาเหตุหลักนั้นเกิดจากไวรัส Human Papilloma Virus หรือHPV แพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางผิวหนังระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ จึงทำให้เกิดอาการตกขาวออกมาผิดปกติ มีเลือดปนและมักมีกลิ่นเหม็น มีประจำเดือนไม่ปกติ กะปริบกะปรอย หรือบางครั้งออกมาก มีเลือดออกขณะหรือหลังร่วมเพศ มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เหล่านี้หากตรวจพบในระยะแรกเริ่มที่เซลล์มะเร็งยังอยู่ภายในชั้นเยื่อบุผิว ปากมดลูกและยังไม่ลุกลามเข้าไปในเนื้อปากมดลูกจะสามารถป้องกันการกลายเป็น มะเร็งปากมดลูกได้

โรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติ ทานอาหารได้ปกติ แต่ที่มีอาการแสดงว่ามะเร็งลุกลามไปแล้ว ซึ่งการลุกลามของมะเร็ง หากเป็นระยะแรกจะอยู่เฉพาะผิวของลำไส้ ระยะสองพ้นผนังลำไส้ ระยะสามแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง และระยะสี่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ โดยมากจะไปยังตับและปอด ซึ่งแต่ละระยะถือว่าใช้เวลานานหลายปี
ดังนั้น การจะทราบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่ สามารถทำได้ด้วยวิธีการตรวจคัดกรอง เพื่อตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้นก่อนที่โรคจะลุกลามกลายเป็นมะเร็ง ทั้งนี้หากใครเคยมีพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระก้อนเล็กลง อุจจาระมีมูกเลือดปะปน หรือมีอาการถ่ายอุจจาระไม่สุด ให้รู้ไว้ว่าเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนจากมะเร็งลำไส้ใหญ่

การป้องกัน โรคมะเร็ง

มีหลักการง่ายๆ คือ ออกกำลังกายประจำ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร กินอาหารให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง อาหารปิ้งย่างหรือทอดไหม้เกรียม อาหารหมักดองเค็ม และปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบๆ รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ไม่มีเซ็กซ์มั่วหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่อยู่กลางแดดนานๆ และที่สำคัญคือตรวจร่างกายเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

ท้ายนี้ ขอให้ผู้ชมเวปไซด์ทุกท่าน มีสุขภาพที่ดี และไม่ประมาทในการดำรงชีวิต สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ด้วยความรักและห่วงใย…………………………….ลภาภัทร