Home Blog Page 14

อะโวคาโด ผลไม้ที่มีสรรพคุณด้านสุขภาพและความงามครบวงจร

0

อะโวคาโด??  ผลไม้ที่หลายคนมองข้าม เพราะด้วยรสชาติที่ไม่ค่อยหวานเหมือนผลไม้อื่นๆ และมีไขมันสูงมาก แต่รู้ไหมว่าประโยชน์อะโวคาโดนั้นมีมากกว่าที่คิด แถมขึ้นชื่อว่าเป็น อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ดีอีกด้วย ซึ่งหากรู้แล้วหลายคนอาจลืมข้อด้อยของอะโวคาโดที่มีเพียงไม่กี่ข้อไปเลยทีเดียว โดยสรรพคุณของอะโวคาโดมีประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพ และความงาม มีอะไรบ้าง ?

?? ประโยชน์ของอะโวคาโดด้านสุขภาพ ??

เนื่องจากผลอะโวคาโด อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์มากมาย เมื่อทานบ่อยๆ จึงสามารถบำรุงและเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงได้ดี แถมยังสามารถป้องกันโรคร้ายบางโรคได้อีกด้วย โดยประโยชน์ด้านสุขภาพของอะโวคาโดก็ มีดังนี้

  1. ลดความอ้วน

แม้ว่าผลอะโวคาโด จะมีแคลอรีสูงที่ทำให้หลายๆ คนกลัวว่าทานแล้วจะอ้วน แต่ความจริงประโยชน์ที่ได้รับจากอะโวคาโด มีความตรงกันข้ามกับที่หลายคนกังวลมากทีเดียว เพราะอะโวคาโดนั้นมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำ แถมเต็มไปด้วยไฟเบอร์และกรดโอเลอิก ที่จะช่วยกระตุ้นให้สมองสั่งการให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น จึงลดการกินจุกจิกได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งผลที่ตามมาก็คือน้ำหนักที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

  1. เต็มไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารจำเป็น

ในอะโวคาโดมีแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโฟเลท โซเดียมและโพแทสเซียม โดยสารอาหารเหล่านี้จะทำหน้าที่ในการลดระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลง จึงลดความเสี่ยงภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ดี แถมยังเป็นสารอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อให้กับทารกในครรภ์ได้อีกด้วย จึงเป็นผลไม้ที่นิยมในคนท้องมากที่สุด

  1. ป้องกันโรคหัวใจ

การทานอะโวคาโดเป็นประจำ สามารถป้องกันความเสี่ยงโรคหัวใจได้และช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็จะกระตุ้นให้หัวใจมีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงป้องกันปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้อีกมากมายเลยทีเดียว

  1. ลดไขมันในเส้นเลือด

อะโวคาโดอาจเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีไขมันสูง แต่ไขมันในอะโวคาโดนั้นเป็นไขมันชนิดดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยลดปริมาณไขมันชนิดเลวได้ จึงนิยมทานเพื่อลดไขมันในเส้นเลือดนั่นเอง ซึ่งก็เป็นอาหารที่แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยด้วยโรคไขมันในเลือดสูงทานมากที่สุด เพราะจะกระตุ้นให้การรักษามีประสิทธิภาพและเห็นผลลัพธ์เร็วทันใจยิ่งขึ้น

  1. มีวิตามินหลายชนิด

ในอะโวคาโดประกอบไปด้วยวิตามินมากมายที่จะช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้แก่ ???

  • วิตามินบี มีหน้าที่ในการลดการอักเสบทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ป้องกันโรคปากนกกระจอกและลดอาการเหน็บชา
  • วิตามินอี ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจและมีฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระ จึงทำให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลอาการเจ็บป่วยมากขึ้น
  • วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้สายตาบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมนานๆ
  • วิตามินซี ป้องกันเลือดออกตามไรฟันและอาการป่วยต่างๆ
  1. ลดน้ำตาลในเลือด

อะโวคาโดมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้เป็นอย่างดี จึงนิยมให้ผู้ป่วยทานควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์

  1. โปรตีนสูง

อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีโปรตีนสูงกว่าผลอื่นๆ หลายชนิด ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเส้นใยสูงจึงสามารถช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาอาการท้องผูกและทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สามารถทานอะโวคาโดเพื่อลดน้ำหนักได้นั่นเอง !

ประโยชน์ของอะโวคาโดด้านความงาม ???‍♀️?

นอกจากสรรพคุณดีๆด้านสุขภาพ อะโวคาโดก็มีประโยชน์ด้านความงามอีกด้วย ได้แก่

  1. เพิ่มความนุ่มชุ่มชื้นให้ผิวและเส้นผม

เพราะอะโวคาโดมีไขมันดีค่อนข้างเยอะจึงสามารถนำมาบำรุงผิวและเส้นผมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างล้ำลึก โดยให้นำอะโวคาโด ½ ลูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะและโยเกิร์ต ½ ถ้วย มาผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าและเส้นผมทิ้งไว้สักพัก จากนั้นล้างทำความสะอาด ทำบ่อยๆ จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีอย่างแน่นอน

  1. พอกหน้าทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

ด้วยวิตามินเป็นจำนวนมากจึงสามารถนำอะโวคาโดมาพอกหน้าเพื่อทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างหมดจด โดยให้ใช้ไข่แดง 1 ฟอง นม ½ ถ้วยและอะโวคาโดบดละเอียด ½ ลูก นำมาตีให้ส่วนผมเข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีมบางๆ จากนั้นใช้สำลีแผ่นชุบเนื้อครีมมาเช็ดให้ทั่วใบหน้า ล้างหน้าให้สะอาดจะให้ความรู้สึกเหมือนใบหน้าสะอาดมากขึ้นและดูสดใสขึ้นมากทีเดียว

  1. แก้ปัญหารอยคล้ำใต้ตา

ในกรณีที่มีปัญหารอยคล้ำใต้ตา ให้นำอะโวคาโดมาปอกเปลือกเอาเมล็ดออก จากนั้นเฉือนอะโวคาโดให้มีลักษณะเหมือนรูปพระจันทร์เสี้ยวประมาณ 3-4 ชิ้น นำอะโวคาโดที่ได้มาวางไว้บริเวณใต้ตาทิ้งไว้สักพักประมาณ 20 นาที รอยหมองคล้ำใต้ตาจะค่อยๆ จางลงและดวงตามีความสดใสขึ้นอีกด้วย

เห็นได้ว่าอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มากไปด้วยประโยชน์จริงๆ ไม่ว่าจะนำมาทานเพื่อสุขภาพหรือนำมาทำเป็นสูตรหมัก สูตรพอกผิวเพื่อความงามก็ตาม นอกจากนี้อะโวคาโดก็เป็นผลไม้ที่มีราคาไม่แพงและสามารถหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย สรรพคุณแจ่มๆ แบบนี้ อย่าพลาดที่จะซื้อมาติดตู้เย็นไว้เลยเชียว

อาการเยื่อตาขาวอักเสบหรือโรคตาแดงเกิดจากติดเชื้อไวรัส

0

เยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีอยู่หลายชนิดบางชนิดสามารถติดเชื้อได้ง่ายและระบาดรวดเร็ว เรียกว่า “ โรคตาแดงระบาด ” โรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไม่รุนแรง และหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนน้อยที่อาจเป็นรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน หรือจำเป็นต้องแยกจากสาเหตุอื่น

สาเหตุของเยื่อตาขาวอักเสบ

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่สำคัญได้แก่ กลุ่มไวรัสอะดิโน (adenovirus) และ กลุ่มไวรัสพิคอร์นา ( picornavirus ) ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบด้วยไวรัสชนิดย่อยๆ อีกหลายชนิด

โรคนี้ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรง หรือสัมผัสถูกมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ (เช่น แว่นตา แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า หมอน สบู่ ขันน้ำ ลูกบิดประตู ประตูตู้เย็น โทรศัพท์ เป็นต้น) ที่แปดเปื้อนเชื้อ (โดยที่ผู้ป่วยใช้มือขยี้ตาข้างที่อักเสบ แล้วไปสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้น) หรืออาจติดต่อจากการเล่นน้ำในสระที่มีเชื้อปนเปื้อนจากผู้ป่วยที่ลงเล่นน้ำ ในรายที่มีอาการเจ็บคอร่วมด้วย ก็อาจติดต่อโดยการที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดหน้า หรือสัมผัสถูกน้ำลายหรือเสมหะในช่องปากของผู้ป่วย

ระยะฟักตัวของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส ส่วนใหญ่ 5-12 วัน ไวรัสที่มีชื่อว่า แอนเทอโรชนิด 70 (enterovirus type 70) และ ไวรัสค็อกแซกกีเอ ชนิด 24 (coxsackie virus A type 24) ที่ทำให้เยื่อตาขาวอักเสบร่วมกับเลือดออกใต้ตาขาว มีระยะฟักตัว1-2 วัน

อาการของโรคเยื่อตาขาวอักเสบหรือโรคตาแดง

มีอาการตาแดง เคืองตาคล้ายผงเข้าตา กลัวแสง น้ำตาไหล มีขี้ตาเล็กน้อยลักษณะสีขาว อาจมีอาการหนังตาบวม ลืมตาไม่ค่อยขึ้น บางรายอาจมีอาการตาแดงเป็นปื้น (จากการที่มีเลือดออกที่ใต้ตาขาว) , บางรายอาจมีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยร่วมด้วยคล้ายไข้หวัด อาการตาแดงตาอักเสบจะเริ่มเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามมาอีกข้างหนึ่งภายใน 2-3 วัน ส่วนมากอาการจะทุเลาในไม่กี่วัน และจะหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์

การแยกโรค

  1. อาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
  • สิ่งแปลกปลอมเข้าตา ทำให้มีอาการเคืองตา ตาแดงขึ้นทันที ภายหลังมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น ผงฝุ่น เศษเหล็ก แมลง สารระคายเคือง เมื่อล้างหรือเขี่ยออกอาการก็จะ ทุเลาได้ภายใน 1-2 วัน
  • เยื่อตาขาวอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง หนังตาบวม มีขี้ตาแฉะ ลักษณะสีเหลืองหรือเขียว มักเป็นที่ตาทั้ง 2 ข้าง โดยเป็นข้างหนึ่งก่อนแล้วค่อยลามมาอีกข้างหนึ่ง
  • เยื่อตาขาวอักเสบจากการแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการคันตามาก มักจะคันตรงหัวตา ต้องขยี้ ยิ่งขยี้ก็ยิ่งคัน ถ้าขยี้มากๆ หนังตาจะบวมและช้ำ ผู้ป่วยมักมีน้ำตาไหล ตาขาวมีสีแดงเรื่อๆ มักมีประวัติเป็นคนที่แพ้อะไรง่าย หรืออาจมีโรคภูมิแพ้ (เช่น ลมพิษ หวัด ภูมิแพ้) ร่วมด้วย
  • เยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัสเริมหรืองูสวัด ผู้ป่วยจะมีอาการเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหลแบบเดียวกับเยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส แต่มักมีประวัติว่ามีผื่นเริมหรืองูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหน้าหรือบริเวณใกล้ตาก่อนจะมีอาการตาอักเสบ
  • แผลกระจกตา มักมีประวัติถูกใบหญ้าหรือพืชผักบาดตา หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือมีการใช้เลนส์สัมผัส (ไม่ถูกวิธี) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหลต้อหินเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาข้างหนึ่งอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว ซึ่งเกิดขึ้นเฉียบพลัน จะพบว่า ตาขาวข้างนั้น มีลักษณะแดงเรื่อๆ กระจกตาบวมและขุ่น
  1. อาการตาขาวแดงเป็นปื้น (แบบรอยห้อเลือด) อาจเกิดจากการได้รับบาดเจ็บ (เช่น ถูกแรงกระแทก ถูกต่อย) หรือจากการไอแรงๆ ทำให้หลอดเลือดฝอยที่ใต้ตาขาวแตกเป็นรอยห้อเลือด ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์

การดูแลตนเอง

เมื่อมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล ควรปฏิบัติดังนี้ ??

  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามตรากตรำงานหนัก
  • ใช้ยาหยอดตาลดอาการอักเสบ มีชื่อการค้า เช่น ฮิสตาออฟ (Histaoph) สเปอร์ซาลเลิร์ก (spersallerge) หยอดตาทุก 2-4 ชั่วโมง
  • ถ้ามีไข้ให้กินยาพาราเซตามอล
  • ถ้าสงสัยหรือแพทย์ตรวจพบว่าเป็นเยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส ผู้ป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงานนาน 2 สัปดาห์ ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำกับสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ชโลมมือ หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในสระ และห้ามใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่กระจายให้ผู้อื่น

ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ : ถ้ามีอาการปวดตามาก ตาพร่ามัว ขี้ตาแฉะ ขี้ตามีลักษณะเหลืองหรือเขียว มีผื่นเริมหรืองูสวัดที่บริเวณใกล้ตา สงสัยมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา มีอาการแขนขาอ่อนแรงตามมา หรืออาการตาอักเสบ ไม่ทุเลาภายใน 4-7 วัน

การรักษา

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นเยื่อตาขาวอักเสบจากไวรัส แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ไข้ (ถ้ามีไข้) และให้ยาหยอดตา ซึ่งอาจให้ยาหยอดตาชนิดที่เข้ายาปฏิชีวนะหยอดทุก 2-4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ถ้าตรวจพบว่า มีการอักเสบของเยื่อตาขาวอย่างรุนแรง หรือมีการอักเสบของกระจกตาจนทำให้สายตามัวลงอย่างมาก แพทย์จะพิจารณาให้ยาหยอดตาสตีรอยด์ ซึ่งต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

ภาวะแทรกซ้อน

พบได้น้อย ที่อาจพบได้ เช่น มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือสายตาพร่ามัว เนื่องจากกระจกตาอักเสบ (ซึ่งอาจนานเป็นสัปดาห์ๆ ถึงเป็นแรมปี) บางรายอาจมีรอยแผลเป็นที่เยื่อตาขาว หรือมีการติดกันของเยื่อตาขาวกับลูกตา ในรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสแอนเทอโรชนิด 70 อาจทำให้เกิดไขสันหลังอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อน มีอาการแขนขาอ่อนแรงได้ ซึ่งพบได้น้อยมาก มักพบในคนอายุมากกว่า 20 ปี หลังตาอักเสบ 5 วัน ถึง 6 สัปดาห์

การดำเนินโรค ???‍⚕️

ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ ส่วนน้อยที่อาจเป็นเรื้อรังหรือมีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

การป้องกัน ???‍⚕️??

ระหว่างที่มีการระบาด ควรหาทางป้องกัน โดยแนะนำให้คนทั่วไประวังการสัมผัสกับผู้ป่วย ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ ห้ามใช้มือขยี้ตา อย่าคลุกคลีหรือนอนร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้ ห้ามใช้ของใช้ (เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หมอน แก้วน้ำ จาน ชาม สบู่ ขันน้ำ โทรศัพท์ เป็นต้น) ร่วมกับผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในสระ

ความชุก

โรคนี้พบได้บ่อยในคนทุกวัย พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ พบได้ประปรายตลอดทั้งปี อาจพบระบาดในบ้าน ตามหมู่บ้าน โรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน ค่ายทหาร ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม

โรคไข้เลือดออก (Dengue) อันตรายจากยุงลายใกล้ตัวเรา !

0

โรคไข้เลือดเป็นโรคจากการเชื้อไวรัสเด็งกี่ (Dengue) โรคภัยไข้เจ็บ ที่อยู่รอบตัวเรา โดยมีพาหะเป็นยุงลายตัวเมีย โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับหลายคน เพราะมีความอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ความจริงแล้วโรคนี้จะไม่มีความอันตรายถึงตายหากรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการรักษาทัน ฉะนั้นจึงต้องสังเกตอาการเริ่มแรกให้ได้ เพื่อแยกแยะความแตกต่างของไข้หวัดใหญ่กับไข้เลือดออก

เชื้อเด็งกี่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี-1, เด็งกี-2, เด็งกี-3 และเด็งกี-4 ใครที่ได้รับเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะสายพันธุ์ใดก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ทั้งนั้น

ซึ่งมีโรคไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อแบบรุนแรงที่สุด หากร่างกายติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้น แปลว่าเราจะไม่ติดเชื้อจากสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่จะมีโอกาสติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้ นี่จึงเป็นที่มาของ “วัคซีนโรคไข้เลือดออก”

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีความรุนแรงต่างกัน แต่อาการที่เด่นชัดคือ มีไข้คล้ายคนไข้ที่มีอาการไข้หวัดทั่วไปคือเป็นไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีอาการความดันโลหิตต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ ปวดตามกระดูก ปวดตา ตาพร่า ท้องเสีย ผู้ป่วยที่พบอาการรุนแรงจะมีภาวะเลือดออก พบบ่อยที่สุดคือบริเวณผิวหนัง มีเลือดออกเป็นจุดเล็กๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ รวมทั้งเลือดออกที่อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร บางคนอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการตับโต และเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ มีเลือดออกที่ตับ ม้ามหรือมีอาการของไตวายร่วมด้วย และมีโอกาสเกิดภาวะช็อกร่วมด้วยซึ่งอันตรายมาก

 เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัด อาการของไข้เลือดออกที่เห็นชัดมีดังนี้

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน แต่ส่วนมากไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ
  • อาจพบว่ามีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
  • มีเลือดออก (กรณีอาการถึงขั้นรุนแรง) เลือดกำเดาไหล เลือดตามไรฟัน อาจถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด

ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการหนักในช่วง 3-5 วันเมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นอาการก็อาจจะทุเลาลงไประยะหนึ่งและมีอาการรุนแรงขึ้นมาอีกจนอาจถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะหายจากโรคได้ภายในไม่กี่วันเท่านั้น

สำหรับอาการของโรคไข้เลือดออกสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงลอยประมาณ 2-7 วัน และยังมีไข้สูงที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน โดยส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งในบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออก ซึ่งพบบ่อยที่สุดในบริเวณผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่ามีเส้นเลือดเปราะและแตกง่ายร่วมกับมีจุดเลือดออกเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งนี้อาจมีเลือดดำหรือเลือดออกตามไรฟัน สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในรายที่มีอาการขั้นรุนแรงอาจมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งก็มักจะเป็นเลือดสีดำ สำหรับอาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่นั้นจะพบร่วมกับภาวะช็อกในรายที่มีการช็อกอยู่นาน
  3. ผู้ป่วยจะมีอาการตับโตและเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ โดยส่วนใหญ่จะพบว่าตับโตในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มป่วย
  4. ผู้ป่วยจะมีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง หรือที่เราเรียกว่าภาวะช็อกนั่นเอง เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอดหรือช่องท้อง เกิด Hypovolemic Shock ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเกิดอาการช็อกนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ด้วยเช่นกัน อาจจะเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 หรือวันที่ 8 ของวันที่ป่วย ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการแย่ลง โดยเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเริ่มเย็น ชีพจรเบา และความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกและไข้หวัดนั้นใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้เวียนหัว จึงทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างชะล่าใจ ไม่รีบรักษาเนื่องจากคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่จะมารู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อมีอาการเลือดออกมากผิดปกติและมีไข้ อาเจียน ปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือ เท้าเย็น ตาลาย เหงื่อออกมากในช่วงที่ไข้ลด อาการเหล่านี้คืออาการชนิดรุนแรงจึงต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะคนไข้อาจเกิดอาการช็อกหมดสติได้

วิธีการสังเกตลักษณะของตุ่มไข้เลือดออก ?‍⚕️??

การสังเกตลักษณะของตุ่มที่เกิดขึ้นว่ามาจากแมลงกัดต่อย ผลพวงจากโรคอื่น หรือเป็นตุ่มที่มาจากไข้เลือดออก ซึ่งจะมีทั้งแบบที่มีไข้ร่วมด้วยและแบบที่ไม่มีอาการไข้ บางครั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจำเป็นต้องสังเกตอาการให้ดีดังนี้

  1. ตุ่มจากแมลงกัดต่อย ส่วนมากแล้วพบว่าเป็นตุ่มนูน หรือเห่อขึ้นมาเป็นจุด ๆ ตามผิวหนังของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่เดียว แผ่กระจายในจุดเดียวกัน แต่ในตำแหน่งอื่นกลับไม่พบตุ่มนูน บางครั้งมีลักษณะเห่อเหมือนกับลมพิษ อาจมีอาการคันร่วมด้วย ส่วนมากการกัดของแมลงแล้วเกิดเป็นตุ่มจะไม่มีไข้ นอกจากเป็นแมลงมีพิษแล้วมีอาการแพ้
  2. ตุ่มจากโรคมือเท้าปาก พบได้เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก ซึ่งจะมีไข้ร่วมด้วยพร้อมกับอาการเจ็บปาก กินอาหารได้น้อย มีแผลที่กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ตุ่มหรือผื่นแดงจะเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า อวัยวะเพศ ผิวหนังของก้น และอาจพบตามลำตัว แขนและขาได้ อาการจะคงอยู่ประมาณ 2-3 วันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายได้ภายใน 1 สัปดาห์
  3. ตุ่มที่เกิดขึ้นจากไข้เลือดออก ควรสังเกตตั้งแต่อาการไข้ที่จะพบร่วมด้วย หากไข้สูงนำมาแล้ว 2-7 วัน ภายหลังจากไข้เริ่มลดลง ในระยะดังกล่าวจะปรากฏผื่นแดงขึ้นมา ผื่นเหล่านี้เมื่อขึ้นมาแล้วจัดอยู่ในระยะที่ต้องระมัดระวัง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อกได้ ลักษณะของตุ่มจะเป็นตุ่มแดง มีขนาดเล็ก กระจายไปทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ลำตัว หรือตามใบหน้า

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก ???

กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่อ้วนมาก ผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ขยับร่างกายน้อย  รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เป็นต้น โดยเราสามารถป้องกันการเกิดโรคและช่วยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ง่าย ๆ เช่นกำจัดแหล่งน้ำขังในภาชนะ เทน้ำในจานรองกระถางต้นไม้ เทน้ำในแจกันทิ้ง ปิดฝาโอ่งน้ำ กำจัดขยะมูลฝอย ใส่ทรายเคมีเพื่อกำจัดลูกน้ำ หรือเลี้ยงปลาเพื่อกินลูกน้ำยุงลาย

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากตัวไวรัสเด็งกี่ มักระบาดในหน้าฝน โดยมียุงลายเพศเมียเป็นพาหะนำโรค เนื่องจากยุงลายเพศเมียจะดูดเลือดคนเป็นอาหาร ถึงแม้ยุงลายจะกินเลือดตอนกลางวันและมีอายุเพียง 7 วัน แต่กลับมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อไวรัสเด็งกีได้ทุกเวลา เมื่อยุงไปกัดคนที่มีเชื้อไวรัส เชื้อนั้นจะเข้าสู่กระเพาะของยุง และเข้าไปอยู่ในเซลล์บริเวณผนังกระเพาะ และจะยิ่งเพิ่มจำนวนไวรัสมากขึ้นจนออกมาจากเซลล์ผนังกระเพาะ จากนั้นจะเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายของยุงที่พร้อมจะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป สำหรับระยะฟักตัวในยุงนั้นจะใช้เวลาประมาณ 8-12 วัน และเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัดต่อไป เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนผ่านระยะเวลาฟักตัวนาน 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน – นานที่สุด 15 วัน) และหลังจากนั้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัด กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้ เวียนหัว เป็นต้น จึงอาจจะทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่ถึงระยะลุกลาม ดังนั้นเมื่อพบคนไข้ที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แพทย์จึงมักสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าผู้ป่วยไม่สบายจากการติดเชื้ออะไร  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่

ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเด็งกีนี้จะพบเป็นจำนวนมากในแถบประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยพบว่าในปี พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000 ราย ปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2561  มีจำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 3 เม.ย. 2561 จำนวนมากถึง 5,868 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยมีอัตราป่วยต่อประชากร 1 แสนคนถึง 8.91 ราย ไข้เลือดออกจึงนับว่าเป็นโรคที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนใหญ่แล้วคนปกติที่มีร่างกายแข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรค แต่เด็กหรือคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อไข้เลือดออกจะเข้าทำลายระบบการไหลเวียนของเลือด ผนังเซลเม็ดเลือดแดง และทำลายอวัยวะภายในร่างกายจนมีเลือดออก

การป้องกันโรคไข้เลือดออก ?‍⚕️??

  1. ป้องกันไม่ให้ยุงกัด

ไม่ว่าทั้งกลางวันและกลางคืน ทายากันยุง ติดมุ้งลวด หรืออย่างน้อยควรกางมุ้งเวลานอน โดยเฉพาะเด็กและคนชราควรอยู่ในห้องที่มีการป้องกันยุงมิดชิด เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ยุงลายจะใช้โปรตีนบางตัวในเลือดในการวางไข่ เมื่อยุงลายไม่ได้กินเลือดก็จะไม่สามารถวางไข่ได้ นอกจากนี้การไม่สวมเสื้อที่มีสีทึบ และไม่อยู่ในที่มืดก็เป็นการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

  1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและลูกน้ำยุงลายรอบบริเวณบ้าน

ยุงลายเป็นยุงบ้านที่มักวางไข่ตามแหล่งน้ำขังต่างๆ โดยเฉพาะน้ำนิ่ง ดังนั้นจึงต้องมีการกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่องทุก ๆ สัปดาห์โดยการเปลี่ยนน้ำในโอ่งหรือถังน้ำบ่อยๆ ถ่ายถ้วยน้ำรองขาโต๊ะหรือน้ำในแจกัน คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เช่นชามเก่า กระป๋อง เป็นต้น เพื่อป้องกันยุงลายวางไข่ นอกจากนี้ยังอาจจะเลี้ยงปลาเพื่อช่วยกำจัดลูกน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทหรือเกลือแกงลงไปเป็นการทำลายไข่ยุง

  1. แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่

เพื่อฉีดยากันยุง และใส่ทรายอะเบทในแหล่งน้ำ รวมถึงแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อมีคนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก

  1. เผ้าระวังตัวเองและผู้อื่นเมื่อมีอาหาร

พยายามอย่าให้ผู้ป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านโดนยุงกัดในระยะเวลา 5 วันแรก เพราะระยะนี้ผู้ป่วยจะยังมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกหลงเหลืออยู่ ซึ่งหากโดนยุงกัดอาจทำให้แพร่กระจายสู่คนในบ้านได้

  1. ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพแข็งแรงจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้

ดังนั้นทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีอาการป่วยไข้ อย่านิ่งนอนใจให้รีบมาพบแพทย์ หรือถ้าหากกินยาแล้วอาการไม่ทุเลาลงแต่กลับมีไข้สูง ให้รีบเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ และกินยาพาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพรินกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเด็ดขาด) จากนั้นให้รีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป เนื่องจากหากรีบรักษาผู้ป่วยจะกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ในเร็ววัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว

การรักษาโรคไข้เลือดออก ?‍⚕️??

การรักษาไข้เลือดออก ในขณะนี้ยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถต่อต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออกได้  เนื่องจากยังไม่มียารักษาโดยตรง แพทย์จะรักษาตามอาการแบบประคับประคองไปก่อนเท่านั้น เช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยกินยาลดไข้ คือ พาราเซตามอล หากผู้ป่วยอาเจียนบ่อยๆ แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน ให้จิบน้ำเกลือชนิดดื่ม อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดร่วมด้วย คนไข้จะต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะถ้ามีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อกโดยแพทย์เฉพาะทางจะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ผู้ป่วยยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมานอกจากนี้ผู้ป่วยจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ เพื่อป้องกันการระบาด คนไข้ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง เพราะปัจจุบันเชื้อไข้เลือดออกมีการกลายพันธุ์ ทำให้เชื้อรุนแรงมากขึ้น สิ่งนี้ทุกคนควรจำให้ขึ้นใจคือห้ามใช้ยาแอสไพรินกับผู้ป่วยไข้เลือดออกเด็ดขาด ไม่ว่าจะป่วยด้วยอาการมากน้อยแค่ไหนก็ใช้ยาชนิดนี้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกไม่ได้ ให้ใช้ยาพาราเซจามอลในการลดไข้แทน รวมถึงยากลุ่ม NSAIDS เพราะในยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติจับตัวกันเป็นก้อนเลือด ซึ่งยานี้อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกให้มากกว่าเดิมได้นั่นเอง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ก็สังเกตได้จากอาการไข้ที่ลดลงภายใน 24-48 ชั่วโมง คนไข้จะรู้สึกตัว ร่าเริง เริ่มกินอาหารได้บ้างเล็กน้อย นี่เป็นอาการบ่งบอกว่าผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้วนั่นเอง !

เคล็ดลับการดูแลต้นไม้และดอกไม้ในสวนในช่วงหน้าหนาวให้เจริญเติบโตได้ดี

0

ในช่วงหน้าหนาวแบบนี้หลายๆบ้านคง จัดสวน ต้นไม้ดอกไม้ ?‍????ไว้รับหน้าหนาว และการดูแลต้นไม้ดอกไม้ในสวนทั้ง รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยต่างๆ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ต้นไม้ของเรานั้นมีการเจริญเติบโตที่ดี แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบวกกับอุณหภูมิที่ลดลง อาจส่งผลให้ต้นไม้บางชนิดปรับตัวไม่ทัน

เราเลยนำเคล็ดลับการดูแลสวนในหน้าหนาว มาฝากทุกคนกัน ว่าแต่จะมีวิธีอะไรบ้าง ??

⛲???? เคล็ดลับการดูแลต้นไม้และดอกไม้ในสวนช่วงหน้าหนาว⛲????

  1. การรดน้ำ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เวลากลางวันค่อนข้างแดดแรง ส่วนกลางคืนในหน้าหนาวอากาศค่อนข้างแห้ง ฉะนั้นควรรดน้ำให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้
  2. ความชื้น ในหน้าหนาวอากาศค่อนข้างแห้ง ดังนั้นกำจัดเศษใบไม้ต่างๆ ที่อยู่บนหน้าดินของโล่ง เพื่อให้ความชื้นสามารถผ่านเข้าไปถึงรากของต้นไม้ได้ เพื่อป้องกันปัญหารากตาย
  3. หลีกเลี่ยงการตัดแต่งกิ่ง หน้าหนาวด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างแห้ง บวกกับอุณหภูมิที่ลดลง ทำให้ต้นไม้แห้งเหี่ยวได้ง่าย ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการตัดแต่งกิ่ง เพื่อเป็นการเก็บความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้
  4. ปุ๋ยคอก ใส่ปุ๋ยคอกให้กับต้นไม้เพื่อการเจริญเติบโตที่ดี แต่ก่อนใส่ปุ๋ยคอกควรศึกษาประเภทของต้นไม้แต่ละชนิด ว่าต้องการในปริมาณเท่าไร เพื่อที่เราจะได้ใส่ให้เหมาะสมกับปริมาณที่ต้นไม้ต้องการ

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ กับเคล็ดลับการดูแลสวนในช่วงหน้าหนาวที่เรานำมาฝากกัน ที่ คงจะเกิดเป็นประโยชน์ให้กับทุกคน และสามารถนำไปปรับใช้กันได้นะคะ ?‍????⛲???

บรอกโคลี่ ผักสีเขียวที่คุณประโยชน์และสารอาหารมากมาย

0

พูดถึงผักที่มีประโยชน์ ผักสีเขียวอีกชนิด พร้อมสารอาหารมากมาย สำหรับคนที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพ เป็นผักสีเขียวที่เรียกได้ว่าเป็น อาหารสุขภาพ โดยแท้ นั่นก็คือ บรอกโคลี (ฺBroccoli) ?? หรือ กะหล่ำดอกอิตาลี เป็นผักตระกูลกะหล่ำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. italica อยู่ในตระกูล Cruciferae บรอกโคลีเป็นผักที่รับประทานดอกอ่อนและก้าน บรอกโคลี (ฺBroccoli) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย ซึ่งก็ทานได้ทั้งแบบสดและแบบแช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตเลยทีเดียว โดยทั้งนี้บรอกโคลีก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของพืชผักตระกูลครูซิฟเฟอแร (Cruciferae) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับกะหล่ำปลีเป็นอย่างมาก แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย

สรรพคุณเด่นของบรอกโคลี ??

  1. มีวิตามินซี และ เบต้าแคโรทีน ที่เป็นสารแอนตี้อ็อกซิเด้นท์ จึงช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย
  2. มีวิตามินอี วิตามินอีที่จะลดการถูกทำร้ายของหลอดเลือดจาก LDL หรือไขมันชนิดเลว ซึ่งก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่ทำให้โรคหัวใจกำเริบเช่นกัน จึงไม่แปลกเลยว่าทำไม คนที่ทานบรอกโคลีเป็นประจำ จึงมักจะไม่เป็นโรคหัวใจได้ง่าย
  3. อุดมไปด้วย ฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลวได้เป็นอย่างดี โดยสารตัวนี้จะพบได้มากในชา ผักผลไม้ทั่วไป อีกทั้งยังมีบทบาทที่คล้ายกับวิตามินซีและวิตามินอีอีกด้วย นอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ก็จะช่วยลดการจับตัวเป็นก้อนของเลือดได้ดีอีกด้วย

? ประโยชน์ของบรอกโคลี ?

  • บรอกโคลี มีสารต้านมะเร็ง สามารถรับประทานได้ทุกวัน
  • บรอกโคลี ช่วยป้องกันเลือดออกไม่หยุด และแผลเลือดออกของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • บรอกโคลี มีสารซีลีเนียม ช่วยชะลอความเสื่อมของผิวพรรณ
  • บรอกโคลี มีเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันโรคทางตา ป้องกันตาเป็นต้อ ช่วยบำรุงและปรับสภาพสายตาให้อยู่ยาวนาน
  • บรอกโคลี ช่วยเรื่องลำไส้ แก้ท้องผูก กระตุ้นการขับถ่าย เพราะมีไฟเบอร์สูง
  • บรอกโคลี มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัย เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • บรอกโคลี มาสารอาหารช่วยเรื่องโรคสมองและความจำ เช่น โรคอัลไซเมอร์
  • บรอกโคลี ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • บรอกโคลี มีโปแตสเซียมที่ช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมองอย่างเพียงพอ ทำให้สมองปลอดโปร่ง
  • บรอกโคลีมีสารช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

การเลือกซื้อบรอกโคลี ??‍???

การซื้อบรอกโคลีหากเป็นบรอกโคลีสดจะต้องเลือกที่มีดอกแน่น เพราะจะเก็บไว้ได้นานถึง 5-7 วัน แต่จะต้องห่อให้ถูกวิธีก่อนแช่ตู้เย็นเก็บไว้ด้วย และเมื่อนำมาปรุงอาหาร แนะนำให้นำบรอกโคลีมาล้างด้วยน้ำเย็นก่อน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นขนาดใหญ่เกินคำ ไม่ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพราะในระหว่างปรุงจะทำให้สูญเสียคุณค่าทางสารอาหารไปได้ ส่วนกรณีที่จะนำมาอบในไมโครเวฟ ควรอบประมาณ 3-5 นาทีเท่านั้น ซึ่งก็จะทำให้ได้บรอกโคลีที่มีความนุ่มและยังคงความเขียวสด น่ารับประทานอยู่เสมอ นอกจากนี้ก็สามารถนำบรอกโคลีสดไปปรุงอาหารอบและทำซุปได้อีกด้วย หรือจะนำไปทำเมนูผัดก็อร่อยไม่แพ้กันเลยทีเดียว

? เมนูบรอกโคลี ?

สลัดบรอกโคลีใส่งา : สำหรับคนที่ชอบทานสลัด ก็มีวิธีการทำสลัดบรอกโคลีใส่งาแบบง่ายๆ มาแนะนำกัน ดังนี้ ??

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ????

  • บรอกโคลีหั่นชิ้นยาว 5 นิ้ว ปริมาณครึ่งถ้วยตวง
  • น้ำมันคาโนลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1 ช้อนชา
  • เมล็ดงา 2 ช้อนชา
  • ผักสลัดสีเขียวรวม 2 ถ้วยตวง (ได้แก่ อารูกาลา ผักกาดหอม ผักสลัดใบสีแดง)
  • แตงกวาหั่นซอยบางๆ ครึ่งถ้วยตวง
  • หอมแดงซอยบางๆ ¼ ถ้วยตวง
  • น้ำส้มราสพ์เบอร์รี 2 ช้อนโต๊ะ

????? วิธีการทำ ?????

นำหม้อเคลือบใส่น้ำมันเล็กน้อย ตั้งไฟพอร้อยจัด จากนั้นใส่บรอกโคลีลงไปผัดประมาณ 2 นาที หรี่ไฟลงหน่อยแล้วปิดฝาทิ้งไว้อีก 2-3 นาที เมื่อบรอกโคลีสุกเป็นสีเขียวสดดูน่าทานให้ใส่เมล็ดงาลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้จนเย็นจึงนำมาจัดใส่จานสลัด พร้อมเติมด้วยผักสลัดตามชอบ เพิ่มรสชาติด้วยการใส่น้ำส้มราสพ์เบอร์รี่ลงไปคลุกเคล้าอีกนิด ก็ได้สลัดบรอกโคลีสุดอร่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว

 

คอนโดมือสอง คอนโดใกล้รถไฟฟ้า ทองหล่อ Ashton Morph สุขุมวิท 38

0

ขาย คอนโดมือสอง Ashton Morph สุขุมวิท 38 คอนโดใกล้รถไฟฟ้าทองหล่อ
ห้อง 138 ชั้น23 พท.53 ตรม. สนใจโทร 0970897555 Line ID : joel224
รายละเอียดคอนโด เลขที่ห้อง 138 ชั้น 23 อาคาร B (สภาพห้องใหม่มาก)
– ราคาขาย 220,000 บาทต่อตารางเมตร
– ค่าส่วนกลาง 65 บาทต่อตารางเมตร ต่อเดือน
– ที่จอดรถ 100%
– ฟิตเนต , ที่ออกกำลังกาย , สระว่ายน้ำ , โต๊ะ Pool , ห้องสัมนา อยู่ชั้น 32 (อาคารสูง 32 ชั้น สร้างปี 2012)
– ระบบความปลอดภัย 24 ชั้่วโมง เข้าออก ลิฟ และห้องพัก ด้วยคีย์การ์ด
ดูภาพ และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.healthyhitech.net/ashton
สนใจ​ โทร โทร 0970897555 Line ID : joel224

คอนโดมือสอง

คอนโดทองหล่อ

ขายคอนโดหรู

คอนโดราคาถูก

คอนโดหรูมือสอง

ขายคอนโด

คอนโดกรุงเทพ

คอนโดใจกลางเมือง

ขายคอนโด

“มะเร็งเต้านม” โรคร้ายที่มักเกิดกับผู้หญิง

0

มะเร็งเต้านม ( Breast cancer ) โรคภัยไข้เจ็บ ของสาวๆ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติส่วนใดส่วนหนึ่งภายในเต้านมเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งและขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังเซลล์อื่นของร่างกาย มะเร็งชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่พบในเพศชายในอัตราที่น้อยมาก ภายในเต้านมของผู้หญิงจะประกอบไปด้วยต่อมผลิตน้ำนม ท่อน้ำนม เนื้อเยื่อไขมัน ท่อน้ำเหลือง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน หลอดเลือดต่าง ๆ ซึ่งเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกิดขึ้นบริเวณต่อมผลิตน้ำนม ( Lobules ) และท่อน้ำนม ( Ducts ) มากกว่าส่วนอื่น การก่อตัวของมะเร็งเต้านมสามารถเกิดขึ้นได้กับเซลล์ทุกส่วนภายในเต้านมในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากเซลล์ผิดปกติมีการแบ่งตัวมากขึ้นเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมได้ และขยายใหญ่ขึ้นเป็นก้อนเนื้อร้าย ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง ระบบน้ำเหลือง และสุดท้ายกระจายไปยังกระแสเลือด และไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้

ระยะของมะเร็งเต้านม ???

ระยะความรุนแรงของโรคมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเนื้อ การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปสู่ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

  • ระยะ 0-1: พบเซลล์ผิดปกติภายในเนื้อเยื่อเต้านม และก้อนเนื้อมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร แต่ยังจำกัดการเกิดเฉพาะภายในเต้านม ซึ่งเป็นระยะที่ยังไม่พบการลุกลามของโรคไปยังส่วนอื่น
  • ระยะ 2: ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้น และอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเฉพาะบริเวณรักแร้ แต่จำนวนไม่กี่ต่อม หรืออาจไม่พบก้อนเนื้อ แต่พบเซลล์มะเร็งบริเวณต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
  • ระยะ 3: เนื้อเยื่อเต้านมถูกทำลายเป็นบริเวณกว้างถึงชั้นผิวหนังจนเกิดเป็นแผล ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นมากกว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามไปติดกับกล้ามเนื้อหน้าอก มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้และต่อมน้ำเหลืองอื่นในบริเวณใกล้เคียงเต้านม หรือก้อนเนื้อขยายใหญ่ขึ้นไม่เกิน 5 เซนติเมตร และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากขึ้น
  • ระยะ 4: โรคมีการแพร่กระจายเข้าหลอดเลือดไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ตับ สมอง ปอด กระดูก ซึ่งเป็นระยะที่รักษาไม่หายขาด

สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในผู้หญิงไทยเป็นอันดับต้น ๆ และยังพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 13,653 ราย หรือคิดเป็น 29.3 ต่อประชากร 100,000 ราย ซึ่งคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ผู้ป่วยหายขาดได้มากขึ้น

อาการของมะเร็งเต้านม ??

มะเร็งเต้านมในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการใด ๆ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยการคลำพบก้อนเนื้อในเต้านมหรือบริเวณรักแร้มากที่สุด อาการอื่น ๆ อาจสังเกตได้จากขนาดหรือรูปร่างของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวนมบุ๋ม เป็นแผล อาจมีน้ำเหลืองหรือของเหลวสีคล้ายเลือดไหลออกมาหรือเป็นผื่นบริเวณหัวนม

สาเหตุของมะเร็งเต้านม ??

มะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเพศหญิง ทั้งจากสภาพแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุที่มากขึ้น ผู้หญิงที่ไม่มีบุตร หรือมีช่วงระยะของการมีประจำเดือนนาน และอีกหลายปัจจัย ทั้งนี้บางปัจจัยสามารถแก้ไขได้ แต่บางปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเชื้อชาติ เป็นต้น

แพทย์จะตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต้านม พร้อมทั้งประเมินวิธีการรักษาในขั้นตอนต่อไป แพทย์อาจมีการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เพื่อดูก้อนเนื้อหรือเซลล์ที่เกิดความผิดปกติก่อนจะมีการเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) ออกมาตรวจวิเคราะห์ ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีใดในการตรวจวินิจฉัยหรือตรวจในขั้นตอนใดก่อน แพทย์จะดูอาการและสิ่งที่ตรวจพบจากการตรวจร่างกายเป็นข้อมูลเบื้องต้น

การรักษามะเร็งเต้านม ??‍⚕️??

การรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ปัจจุบันจะใช้วิธีการผ่าตัด การฉายรังสี การรักษาด้วยฮอร์โมน หรือการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แพทย์อาจใช้วิธีการเดียวหรือหลายวิธีรวมกันในการรักษา โดยอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของทีมแพทย์และความต้องการของผู้ป่วย เพื่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งเต้านม สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายกรณี เนื่องมาจากผลของการรักษาที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารได้น้อย รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น นอนไม่หลับ หรือมีปัญหาด้านทางอารมณ์ มีภาวะบวมน้ำเหลืองในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม เนื่องจากท่อน้ำเหลืองเกิดการอุดตันจนทำให้มีการคั่งของน้ำเหลืองบริเวณนั้นมาก นอกจากนี้อาจพัฒนาให้เกิดมะเร็งบริเวณส่วนอื่นของร่างกายได้หากมะเร็งเกิดการลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะนั้น

การป้องกันมะเร็งเต้านม ???

ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุยังน้อยและเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นครั้งคราว ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ประมาณปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากมะเร็งเต้านมยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การป้องกันได้เต็มประสิทธิภาพจึงทำได้ยาก นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพอาจช่วยลดโอกาสการเกิดและรับมือกับมะเร็งเต้านมได้ทันท่วงที

มารู้จักกับ “โรคกระเพาะอาหารอักเสบ” โรคที่หลายๆ คุ้นเคย !

0

เชื่อว่าหลายๆคนต้องเคย ปวดท้อง จุกเสียด แน่นหน้าอก รู้สึกไม่ย่อยหลังกินอาหารอย่างแน่นอน !! ซึ่งนั่นเป็นสัณญานเตือนบอกกับคุณว่า สุขภาพของคุณกำลังไม่ดี โรคภัยไข้เจ็บ กำลังถามหาและอาการแบบนี้เรียกว่า โรคกระเพาะอาหารอักเสบ…

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโรคกระเพาะ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบหรือเกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลันในระยะเวลารวดเร็ว เป็นในระยะสั้น ๆ และหายภายใน 1-2 สัปดาห์  หรือมีอาการบ่อยครั้งเป็นระยะเวลานานจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดแผล และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ซึ่งคำว่าโรคกระเพาะ เป็นคำเรียกรวม ๆ ของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีแผลในเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นถูกทำลาย ซึ่งครอบคลุมหลายโรคด้วยกัน ตั้งแต่แผลในกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมไปถึงโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่กล่าวถึง ????

สภาวะปกติภายในกระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ต้องมีการสร้างชั้นเยื่อเมือกเคลือบป้องกันกรด ซึ่งเยื่อเมือกที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยต่อมที่มีหน้าที่ในการหลั่งกรดและเอนไซม์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่เมื่อกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบขึ้นจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรด เอนไซม์ และเมือกที่ช่วยเคลือบป้องกันกระเพาะอาหารได้น้อยลง จึงส่งผลต่อการย่อยอาหารนานขึ้น ผิวกระเพาะอาหารเกิดอักเสบได้ง่าย

อาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ??

อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกันออกไป หรือในบางรายอาจไม่พบอาการชัดเจน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้อง รู้สึกไม่สบายช่องท้องส่วนบน มีอาการท้องเฟ้อ อิ่มง่าย จุกหน้าอก แน่นท้อง เรอบ่อย อาหารไม่ย่อย หรือรู้สึกคลื่นไส้หลังการรับประทานอาหาร ไม่มีความอยากอาหาร ทั้งนี้ โรคกระเพาะอาหารอักเสบไม่พบที่มีอาการร้ายแรง แต่หากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นนานเป็นสัปดาห์หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะอยู่ในช่วงการรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) และยาบรเทาอาการปวดอื่น ๆ มีการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือดหรือมีสีดำผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ????☕

โรคกระเพาะอาหารอักเสบยังไม่พบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดได้จาก 2 สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เอช ไพโลไร (Helicobacter pylorior หรือ H. pylori) เป็นเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม ส่วนอีกสาเหตุ คือ การรับประทานในกลุ่มยาต้านการอักเสบหรือยาแก้ปวด (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อย่างไรก็ตามยังพบโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้จากสาเหตุอื่นเช่นกัน เช่น การติดเชื้อราบางประเภท การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือระบบภูมิคุ้มกันตนเองบกพร่องจากโรคบางชนิด เช่นโรคโครห์น (Crohn’s disease) โรคซาคอยโดซิส (Sarcoidosis) หรือภาวะการอักเสบเรื้อรังทางกระเพาะอาหารอื่น ๆ

ซึ่งหากไปโรงพยาบาล แพทย์จะสอบถามประวัติ อาการเบื้องต้น การตรวจร่างกาย เพื่อค้นหาสาเหตุที่แน่ชัดหลังผู้ป่วยมีอาการที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ รวมไปถึงการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียมเพื่อตรวจดูความผิดปกติ หรือการตรวจหาเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร โดยการตรวจเลือด การตรวจอุจจาระ หรือการตรวจด้วยวิธีการพ่นลมหายใจ

การรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ?‍⚕️??‍⚕️?

โรคกระเพาะอาหารอักเสบจะรักษาตามสาเหตุเป็นหลัก หากผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบจากการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ที่เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) ยาอะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) เพื่อช่วยในการการฆ่าเชื้อ

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะรักษาตามอาการ เพื่อประคับประคองอาการและช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้น เช่น จ่ายยาลดกรดในกลุ่มโปรตอน ปั๊ม อินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors) หรือ เอช 2 รีเซพเตอร์ แอนตาโกนีสต์ (H2-Receptor Antagonist หรือ H2 Blocker) เพื่อลดการหลั่งกรด ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หรือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังจากการรับประทานยาในกลุ่มบรรเทาอาการปวด แพทย์จะแนะนำให้หยุดการรับประทานยาในเบื้องต้น และปรับเปลี่ยนตัวยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันแทน รวมไปถึงการหยุดพฤติกรรมที่ส่งผลให้อาการแย่ลง เช่น การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน , แอลกอฮอล์ , หรือการสูบบุหรี่

ภาวะแทรกซ้อนของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ อาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือมีเลือดไหลด้านในกระเพาะอาหาร ซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดได้ หรือมีโอกาสการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้จากเซลล์ที่เกิดการอักเสบบ่อย ๆ แต่พบได้น้อยราย

การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ??‍⚕️???‍⚕️

การรักษาความสะอาดและสุขอนามัยในการรับประทานอาหารเป็นหลักสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร เช่น การล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร และเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของกระเพาะอาหารด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ทั้งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ภาวะเครียด รวมไปถึงไม่ควรซื้อยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหารหรือยาในกลุ่มลดอาการปวดรับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ , เภสัชกรหรือพยาบาล

ไปชมความงามของดอก “ นางพญาเสือโคร่ง ” ซากุระเมืองไทยที่ขุนช่างเคี่ยน !

0

สถานที่ท่องเที่ยว ที่สามารถหาชมซากุระเมืองไทยหรือดอกนางพญาเสือโคร่ง ???? เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึง ” ขุนช่างเคี่ยน ” เป็นชื่อแรกๆ เพราะที่นี่เป็นแหล่งปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งที่เยอะมากอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย และยังเป็นยอดดอยที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม ยิ่งถ้าได้ไปเที่ยวชมช่วงหน้าหนาว ดอยทั้งดอยก็จะสวยงามโรแมนติกสุด ๆ และเพราะความสวยงามของขุนช่างเคี่ยนนี่เอง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยต้องการไปเที่ยวชม เป็นประจำในฤดูหนาวโดยเฉพาะในช่วงปลายปี ที่เราจะได้เห็นความงดงามของถนนสายสีชมพู ดอกพญาเสือโคร่งต่างพร้อมใจกันออกดอกท้าลมหนาวพร้อมกันทั่วประเทศ เส้นทางของความฝันอีกหนี่งเส้นทางที่น่าหลงใหลซากุระสีชมพูชูช่อที่ขุนช่างเคี่ยนอีกหนึ่งปลายทางที่ของนักท่องเที่ยว

??? ก่อนที่เราจะไปชมความงามของพญาเสือโคร่งเราไปรู้จัก “ขุนช่างเคี่ยน” กันก่อนว่าตั้งอยู่ที่ไหนและคือสถานที่อะไร???

ขุนช่างเคี่ยน หรือสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเส้นทางเดียวกับพระธาตุดอยสุเทพ , พระตำหนักภูพิงค์ราชนิวเศน์และบ้านม้งดอยปุย

สถานีเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยนเป็น 1 สถานีเกษตรฯของคณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถานีวิจัยเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์กาแฟ ไม้ผลเมืองหนาว เช่น ท้อ อะโวคาโด มะคาเดเมียและไม้ผลกึ่งร้อน ได้แก่ ลิ้นจี่

ลักษณะของนางพญาเสือโคร่ง ????

นางพญาเสือโคร่ง ?? เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 10-15 เมตร ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ลักษณะรูปรีแบบไข่หรือไข่กลับ ออกสลับกันใบมีความกว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 5 -12 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมโคนใบกลมหรือสอบแคบ ขอบจักปลายก้านใบมีต่อม 2-4 ต่อม หูใบแตกแขนงคล้ายเขากวาง ใบร่วงง่าย ดอก สีขาว ชมพู หรือแดง ออกเป็นช่อกระจุกใกล้ปลายกิ่ง ก้านดอกยาว 0.7-2 เซนติเมตร ขอบริ้วประดับจักไม่เป็นระเบียบ กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปกรวย กลีบดอกมี 5 กลีบ เมื่อบานขนาดโตเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ผล รูปไข่หรือกลม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ระยะเวลาออกดอกระหว่างเดือนธันวาคมจนถึงกุมภาพันธ์ โดยจะทิ้งใบก่อนออกดอก ต้นนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยที่ขุนช่างเคี่ยนนั้นมีลักษณะเป็นดงอยู่รวมกันสีของซากุระนั้นบานเป็นสีชมพูสดใส แถมบางช่วงยังบาน แทรกตัวอยู่ในบ้านพัก ดูแล้วมีชีวิตชีวาแตกต่างจากพญาเสือโคร่งที่เคยเห็นมาก่อน  ขุนช่างเคี่ยนถือเป็นแหล่งชมดอกพญาเสือโคร่งที่อยู่ใกล้เมืองเชียงใหม่มากที่สุดซึ่งใน แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นทุกปีเพราะดงดอกซากุระดอยที่ขุนช่างเคี่ยน มีความสวยงามไม่แพ้ใคร

นางพญาเสือโคร่งแตกต่างจากซะกุระญี่ปุ่น คือมีช่วงเวลาการออกดอกต่างกันคือ นางพญาเสือโคร่งออกดอกในเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว ส่วนซากุระในญี่ปุ่นออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น และมีการสันนิษฐานว่า นางพญาเสือโคร่งและซากุระมีบรรพบุรุษร่วมกันทางตอนใต้ของจีน และวิวัฒนาการออกไปจนมีสายพันธุ์มากมายมีสีที่หลากหลาย ?????

สำหรับใครที่มีแพลนไปเที่ยวในช่วงหน้าหนาวเพื่อจะไปชมความงามของซากุระเมืองไทยหรือดอกนางพญาเสือโคร่ง ????? สำหรับการเดินทางไปเที่ยวในช่วงหน้าหนาวนี้ นักท่องเที่ยวสามารถไปถ่ายรูปกับพญาเสือโคร่งได้ตลอดทั้งวัน แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือช่วงเช้า จะได้แสงอ่อนๆ ของพระอาทิตย์ และที่สำคัญโดยเฉพาะในวันหยุด นักท่องเที่ยวมีเป็นจำนวนมากหากไปช่างสายอาจจะทำให้รถติด และคนเยอะทำให้อาจได้ภาพไม่ถูกใจ ในช่วงวันหยุดโดยเฉพาะตั้งแต่ 9 โมง เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก รถยนต์สามารถขึ้นไปถึงหมู่บ้านได้ จึงทำให้การจราจรติดขัด แต่หากใครไม่สะดวกนำรถยนต์ไป สามารถใช้บริการรถสองแถวสีแดง ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ไปแล้ว ในวันที่ฟ้าสดใส อากาศเย็นสบาย เราสามารถถ่ายรูปได้ทั้งวันไม่รู้เบื่อ เมื่ออยู่ที่นี่ บางคนอาจสงสัยกดชัตเตอร์อะไรมากมาย มุมก็ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อใดที่ได้แหงนมองไปถึงยอดของนางพญาเสือโคร่ง คุณอาจจะเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ยังพอมีเวลาเตรียมตัวสำหรับคนที่อยากจะไปเดินเล่นชิลล์ๆถ่ายรูปสวยๆเหมือนกับว่าตัวเองไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะดอกของพญาเสือโคร่งยังคงบานถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้ากันเลยจ้า ?????

ทะเลบัวแดงแห่งทุ่งหนองหาน อ.กุมภวาปี สีสันที่ธรรมชาติสร้าง !

0

เราจะพาคุณไปชม สถานที่ท่องเที่ยว ที่มีความงดงามของเวิ้งน้ำอันกว้างไกลบนเนื้อที่ 20,000 กว่าไร่ ที่เต็มไปด้วยดอกบัวสายสีชมพูอมแดงบานสะพรั่งทั่วผืนน้ำรอบบึงหนองหาน จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก “ ทะเลบัวแดง บึงหนองหานกุมภวาปี ”  ??⛺⛵? ชมทุ่งดอกไม้ตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ความอุดมสมบูรณ์ที่ควรค่าแก่การศึกษา หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ “ หนองหาน ” กันมานาน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สับสนหรือยังไม่รู้ว่าในภาคอีสานของเรานี้ ก็มีทั้ง “ หนองหาน ” สถานที่สำคัญประจำ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และ “ หนองหาร ” หนองน้ำใหญ่ที่มีตำนานผาแดงนางไอ่และความเชื่อเรื่องพญานาค ใน จ.สกลนคร ที่ยังคงเล่าขานต่อเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้

หนองหาน ที่เราจะพาไปเที่ยวคราวนี้ คือ ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใน อ.กุมภวาปี กับบางส่วนในพื้นที่ อ.ประจักษ์ศิลปาคมของ จ.อุดรธานี ความอุดมสมบูรณ์ของบึงหนองหาน ถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจต่อการศึกษาระบบนิเวศน์วิทยา เพราะที่นี่ชัดเจนความสัมพันธ์ระหว่างพืชพรรณ และสัตว์กลับคืนมาเป็นผลิตผลให้ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวเลี้ยงชีพ และหล่อเลี้ยงชุมชนจนเป็นภาพวิถีชีวิตของชาวหนองหานมานานปี กาลเวลาผ่านไปวิถีชาวบ้านกลายเป็นความงดงามตามธรรมชาติในยุคที่ผู้คนโหยหา สิ่งที่เลือนหาย ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของบึงหนองหานยังคงอยู่ วงจรชีวิตของ บัวแดง หรือ “บัวสาย” ที่บึงหนองหานจึงเป็นประจักษ์พยานถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ควรค่าแก่การศึกษา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบัวแดงที่บึงหนองหานจึงงอกงามทั่วท้องน้ำไปไกล สุดลูกหูลูกตานับเป็นหมื่นๆ ไร่ ( นี่ยังไม่ถึงครึ่งของบึงเลยด้วยซ้ำ ) เพื่อที่การชมทุ่งทะเลบัวแดง แหล่งชมทุ่งดอกไม้ตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยจะได้เต็มอิ่มและเพลิดเพลินกว่าการนั่งเรือชมความงามอย่างเดียว

การเดินทางไปชมทะเลบัวแดง ??⛺?‍♀️เพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจอย่างคุ้มค่าควรมีการวางแผนตั้งแต่การเดินทางและเวลาที่เหมาะสมในการชม ด้วยธรรมชาติของดอกบัวสาย หรือบัวแดง นั้นจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาที่ดอกบัวบานสวยที่สุด หากเป็นคนท้องถิ่นอุดรนั้นจะรู้ดีว่าถ้าใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองประมาณ 45 นาทีก็จะถึงบ้านเดียม แต่คนต่างถิ่นที่กลัวว่าการเดินทางจะเป็นอุปสรรค ที่ต.บ้านเดียมเขาก็เตรียมโฮมสเตย์ไว้รอต้อนรับด้วยบรรยากาศและการดูแลแบบ ชาวบ้านแท้ๆ

การนั่งเรือชมทะเลบัวแดง ⛵??  ที่นี่ต้องนับว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ แม้จะมีเวลาให้ชมอย่างจำกัด (ราวๆ 45 นาที- 1 ชั่วโมงครึ่ง ตามแต่ประเภทของเรือที่เราเลือก) และหากดูเผินๆ เหมือนวิวรอบๆ ตัวจะมีแต่ดอกบัวสีแดงๆ แต่หากใช้หัวใจสัมผัสเพิ่มเติมจากสองตา จะเห็นความแตกต่างหลากหลายของบัวที่เติบโต เห็นนกกระสา นกกระยาง อ้อยอิ่งดิ่งขาละเลียดปลาในบึงอย่างไม่รีบร้อนเสมือนเป็นรังของมันเอง เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านเดียมที่ยังคงลอยเรือออกไปทำนา หาปลา ตัดอ้อย และหากเช่าเรือพิเศษที่มีบริการอาหารให้ทานบนเรือด้วยแล้วล่ะก็จะวิเศษสุดๆ เพราะเมนูรสแซ่บแบบอุดรทั้งส้มตำ ต้มยำปลาช่อน ตำไหลบัว จะยิ่งอร่อยขึ้นด้วยบรรยากาศที่หาจากบึงอื่นๆ อีกไม่ได้แล้วในตอนนี้

หนองหาน ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของทางภาคอีสาน ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่แห่งนี้ นอกจากจะมีดอกบัวสาย ( บัวแดง ) ที่บานสะพรั่งละลานตาทั่วผืนน้ำแล้ว ที่นี่ยังมีนกนานาพันธุ์ รวมถึงปลาหลากหลายชนิด แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของสภาพทางธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์สำนักข่าวชื่อดังอย่าง CNN ได้คัดเลือกให้ หนองหาน เป็นทะเลสาบที่แปลกที่สุดในโลกอันดับสองรองจากทะเลสาบแมงกะพรุน ในประเทศฟิลิปปินส์นั่นเอง !

และเมื่อเราไปถึงหนองหานแล้วที่พลาดไม่ได้ และเห็นได้ชัดเจนเมื่อเราไปเยือนทะเลบัวแดงนั่นก็คือวัดกลางน้ำ และ วัดเทพจินดา

 ⛩??  วัดดอนหลวง หรือ วัดกลางน้ำ ⛩??

อีกหนึ่งสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนทะเลบัวแดง นั่นก็คือ วัดดอนหลวง หรือ วัดกลางน้ำ ซึ่งวัดแห่งนี้ตั้งอยู่กลางน้ำ นักท่องเที่ยวที่แวะไปชมความงดงามบัวแดงส่วนใหญ่จะแวะไหว้พระ ณ วัดแห่งนี้ และจุดนี้ยังมีจุดชมวิว ซึ่งเป็นหอคอย ที่สามารถมองเห็นทะเลบัวแดงได้ในระยะไกล

⛩?? วัดเทพจินดาบ้านเดียม ⛩??

และอีกสถานที่เราขอแนะนำเมื่อคุณมาเที่ยวทะเลบัวแดง บริเวณ ท่าเรือบ้านเดียม หลังจากชมทะเลบัวแดง แนะนำให้คุณแวะเที่ยว วัดเทพจินดาบ้านเดียม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระมหาธาตุเทพจินดา โดยบริเวณด้านหน้าองค์พระธาตุประดิษฐานพระพุทธรูปองค์หลวงปู่

ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ที่ดอกบัวบานชูช่อแตกกอเต็มบึง ทางจังหวัดอุดรธานี เขาจะจัดเทศกาล ทะเลบัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปีขึ้นเป็นประจำ และในปีนี้ก็เช่นกัน โดยงานจะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 11-13 มกราคม ด้วยกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพและภาพถ่ายทะเลบัวแดง, การประกวดวงดนตรีโปงลาง พร้อมร่วมกันสักการะพระมหาธาตุเทพจินดาหรือพระธาตุบ้านเดียม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองของชาวบ้านเดียมเพื่อความเป็นสิริมงคล และแถมท้ายให้เป็นพิเศษสำหรับคู่รักที่เตรียมจะเข้าพิธีวิวาห์ ที่ทะเลบัวแดงเขาเตรียมจะเนรมิตบึงตระการตาให้กลายเป็นสถานที่จัดงานสมรส หมู่ที่โรมแนติกไปด้วยสีแดงอมชมพูของดอกบัวที่รับรองความหวานไม่แพ้ที่ไหนๆ ในช่วงวันวาเลนไทน์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้อีกด้วย

หากใครที่ได้ไปสัมผัส ??? ทะเลบัวแดง ??? หนองหานกุมภวาปี กันดูสักครั้งแล้วจะรู้ว่ามันสวยมากแค่ไหน และเหตุผลที่คนชอบถ่ายรูปเค้าไปกันค่ะ