โรคไข้เลือดออก (Dengue) อันตรายจากยุงลายใกล้ตัวเรา !

โรคไข้เลือดเป็นโรคจากการเชื้อไวรัสเด็งกี่ (Dengue) โรคภัยไข้เจ็บ ที่อยู่รอบตัวเรา โดยมีพาหะเป็นยุงลายตัวเมีย โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับหลายคน เพราะมีความอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ความจริงแล้วโรคนี้จะไม่มีความอันตรายถึงตายหากรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการรักษาทัน ฉะนั้นจึงต้องสังเกตอาการเริ่มแรกให้ได้ เพื่อแยกแยะความแตกต่างของไข้หวัดใหญ่กับไข้เลือดออก

เชื้อเด็งกี่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี-1, เด็งกี-2, เด็งกี-3 และเด็งกี-4 ใครที่ได้รับเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะสายพันธุ์ใดก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ทั้งนั้น

ซึ่งมีโรคไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อแบบรุนแรงที่สุด หากร่างกายติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้น แปลว่าเราจะไม่ติดเชื้อจากสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่จะมีโอกาสติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้ นี่จึงเป็นที่มาของ “วัคซีนโรคไข้เลือดออก”

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีความรุนแรงต่างกัน แต่อาการที่เด่นชัดคือ มีไข้คล้ายคนไข้ที่มีอาการไข้หวัดทั่วไปคือเป็นไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีอาการความดันโลหิตต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ ปวดตามกระดูก ปวดตา ตาพร่า ท้องเสีย ผู้ป่วยที่พบอาการรุนแรงจะมีภาวะเลือดออก พบบ่อยที่สุดคือบริเวณผิวหนัง มีเลือดออกเป็นจุดเล็กๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ รวมทั้งเลือดออกที่อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร บางคนอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการตับโต และเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ มีเลือดออกที่ตับ ม้ามหรือมีอาการของไตวายร่วมด้วย และมีโอกาสเกิดภาวะช็อกร่วมด้วยซึ่งอันตรายมาก

 เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัด อาการของไข้เลือดออกที่เห็นชัดมีดังนี้

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน แต่ส่วนมากไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ
  • อาจพบว่ามีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
  • มีเลือดออก (กรณีอาการถึงขั้นรุนแรง) เลือดกำเดาไหล เลือดตามไรฟัน อาจถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด

ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการหนักในช่วง 3-5 วันเมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นอาการก็อาจจะทุเลาลงไประยะหนึ่งและมีอาการรุนแรงขึ้นมาอีกจนอาจถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะหายจากโรคได้ภายในไม่กี่วันเท่านั้น

สำหรับอาการของโรคไข้เลือดออกสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงลอยประมาณ 2-7 วัน และยังมีไข้สูงที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน โดยส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งในบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออก ซึ่งพบบ่อยที่สุดในบริเวณผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่ามีเส้นเลือดเปราะและแตกง่ายร่วมกับมีจุดเลือดออกเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งนี้อาจมีเลือดดำหรือเลือดออกตามไรฟัน สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในรายที่มีอาการขั้นรุนแรงอาจมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งก็มักจะเป็นเลือดสีดำ สำหรับอาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่นั้นจะพบร่วมกับภาวะช็อกในรายที่มีการช็อกอยู่นาน
  3. ผู้ป่วยจะมีอาการตับโตและเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ โดยส่วนใหญ่จะพบว่าตับโตในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มป่วย
  4. ผู้ป่วยจะมีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง หรือที่เราเรียกว่าภาวะช็อกนั่นเอง เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอดหรือช่องท้อง เกิด Hypovolemic Shock ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเกิดอาการช็อกนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ด้วยเช่นกัน อาจจะเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 หรือวันที่ 8 ของวันที่ป่วย ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการแย่ลง โดยเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเริ่มเย็น ชีพจรเบา และความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกและไข้หวัดนั้นใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้เวียนหัว จึงทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างชะล่าใจ ไม่รีบรักษาเนื่องจากคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่จะมารู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อมีอาการเลือดออกมากผิดปกติและมีไข้ อาเจียน ปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือ เท้าเย็น ตาลาย เหงื่อออกมากในช่วงที่ไข้ลด อาการเหล่านี้คืออาการชนิดรุนแรงจึงต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะคนไข้อาจเกิดอาการช็อกหมดสติได้

วิธีการสังเกตลักษณะของตุ่มไข้เลือดออก 👩‍⚕️💊💉

การสังเกตลักษณะของตุ่มที่เกิดขึ้นว่ามาจากแมลงกัดต่อย ผลพวงจากโรคอื่น หรือเป็นตุ่มที่มาจากไข้เลือดออก ซึ่งจะมีทั้งแบบที่มีไข้ร่วมด้วยและแบบที่ไม่มีอาการไข้ บางครั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจำเป็นต้องสังเกตอาการให้ดีดังนี้

  1. ตุ่มจากแมลงกัดต่อย ส่วนมากแล้วพบว่าเป็นตุ่มนูน หรือเห่อขึ้นมาเป็นจุด ๆ ตามผิวหนังของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่เดียว แผ่กระจายในจุดเดียวกัน แต่ในตำแหน่งอื่นกลับไม่พบตุ่มนูน บางครั้งมีลักษณะเห่อเหมือนกับลมพิษ อาจมีอาการคันร่วมด้วย ส่วนมากการกัดของแมลงแล้วเกิดเป็นตุ่มจะไม่มีไข้ นอกจากเป็นแมลงมีพิษแล้วมีอาการแพ้
  2. ตุ่มจากโรคมือเท้าปาก พบได้เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก ซึ่งจะมีไข้ร่วมด้วยพร้อมกับอาการเจ็บปาก กินอาหารได้น้อย มีแผลที่กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ตุ่มหรือผื่นแดงจะเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า อวัยวะเพศ ผิวหนังของก้น และอาจพบตามลำตัว แขนและขาได้ อาการจะคงอยู่ประมาณ 2-3 วันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายได้ภายใน 1 สัปดาห์
  3. ตุ่มที่เกิดขึ้นจากไข้เลือดออก ควรสังเกตตั้งแต่อาการไข้ที่จะพบร่วมด้วย หากไข้สูงนำมาแล้ว 2-7 วัน ภายหลังจากไข้เริ่มลดลง ในระยะดังกล่าวจะปรากฏผื่นแดงขึ้นมา ผื่นเหล่านี้เมื่อขึ้นมาแล้วจัดอยู่ในระยะที่ต้องระมัดระวัง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อกได้ ลักษณะของตุ่มจะเป็นตุ่มแดง มีขนาดเล็ก กระจายไปทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ลำตัว หรือตามใบหน้า

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก 👶🧒👧

กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่อ้วนมาก ผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ขยับร่างกายน้อย  รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เป็นต้น โดยเราสามารถป้องกันการเกิดโรคและช่วยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ง่าย ๆ เช่นกำจัดแหล่งน้ำขังในภาชนะ เทน้ำในจานรองกระถางต้นไม้ เทน้ำในแจกันทิ้ง ปิดฝาโอ่งน้ำ กำจัดขยะมูลฝอย ใส่ทรายเคมีเพื่อกำจัดลูกน้ำ หรือเลี้ยงปลาเพื่อกินลูกน้ำยุงลาย

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากตัวไวรัสเด็งกี่ มักระบาดในหน้าฝน โดยมียุงลายเพศเมียเป็นพาหะนำโรค เนื่องจากยุงลายเพศเมียจะดูดเลือดคนเป็นอาหาร ถึงแม้ยุงลายจะกินเลือดตอนกลางวันและมีอายุเพียง 7 วัน แต่กลับมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อไวรัสเด็งกีได้ทุกเวลา เมื่อยุงไปกัดคนที่มีเชื้อไวรัส เชื้อนั้นจะเข้าสู่กระเพาะของยุง และเข้าไปอยู่ในเซลล์บริเวณผนังกระเพาะ และจะยิ่งเพิ่มจำนวนไวรัสมากขึ้นจนออกมาจากเซลล์ผนังกระเพาะ จากนั้นจะเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายของยุงที่พร้อมจะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป สำหรับระยะฟักตัวในยุงนั้นจะใช้เวลาประมาณ 8-12 วัน และเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัดต่อไป เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนผ่านระยะเวลาฟักตัวนาน 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน – นานที่สุด 15 วัน) และหลังจากนั้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัด กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้ เวียนหัว เป็นต้น จึงอาจจะทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่ถึงระยะลุกลาม ดังนั้นเมื่อพบคนไข้ที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แพทย์จึงมักสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าผู้ป่วยไม่สบายจากการติดเชื้ออะไร  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่

ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเด็งกีนี้จะพบเป็นจำนวนมากในแถบประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยพบว่าในปี พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000 ราย ปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2561  มีจำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 3 เม.ย. 2561 จำนวนมากถึง 5,868 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยมีอัตราป่วยต่อประชากร 1 แสนคนถึง 8.91 ราย ไข้เลือดออกจึงนับว่าเป็นโรคที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนใหญ่แล้วคนปกติที่มีร่างกายแข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรค แต่เด็กหรือคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อไข้เลือดออกจะเข้าทำลายระบบการไหลเวียนของเลือด ผนังเซลเม็ดเลือดแดง และทำลายอวัยวะภายในร่างกายจนมีเลือดออก

การป้องกันโรคไข้เลือดออก 👩‍⚕️💊💉

  1. ป้องกันไม่ให้ยุงกัด

ไม่ว่าทั้งกลางวันและกลางคืน ทายากันยุง ติดมุ้งลวด หรืออย่างน้อยควรกางมุ้งเวลานอน โดยเฉพาะเด็กและคนชราควรอยู่ในห้องที่มีการป้องกันยุงมิดชิด เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ยุงลายจะใช้โปรตีนบางตัวในเลือดในการวางไข่ เมื่อยุงลายไม่ได้กินเลือดก็จะไม่สามารถวางไข่ได้ นอกจากนี้การไม่สวมเสื้อที่มีสีทึบ และไม่อยู่ในที่มืดก็เป็นการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

  1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและลูกน้ำยุงลายรอบบริเวณบ้าน

ยุงลายเป็นยุงบ้านที่มักวางไข่ตามแหล่งน้ำขังต่างๆ โดยเฉพาะน้ำนิ่ง ดังนั้นจึงต้องมีการกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่องทุก ๆ สัปดาห์โดยการเปลี่ยนน้ำในโอ่งหรือถังน้ำบ่อยๆ ถ่ายถ้วยน้ำรองขาโต๊ะหรือน้ำในแจกัน คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เช่นชามเก่า กระป๋อง เป็นต้น เพื่อป้องกันยุงลายวางไข่ นอกจากนี้ยังอาจจะเลี้ยงปลาเพื่อช่วยกำจัดลูกน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทหรือเกลือแกงลงไปเป็นการทำลายไข่ยุง

  1. แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่

เพื่อฉีดยากันยุง และใส่ทรายอะเบทในแหล่งน้ำ รวมถึงแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อมีคนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก

  1. เผ้าระวังตัวเองและผู้อื่นเมื่อมีอาหาร

พยายามอย่าให้ผู้ป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านโดนยุงกัดในระยะเวลา 5 วันแรก เพราะระยะนี้ผู้ป่วยจะยังมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกหลงเหลืออยู่ ซึ่งหากโดนยุงกัดอาจทำให้แพร่กระจายสู่คนในบ้านได้

  1. ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพแข็งแรงจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้

ดังนั้นทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีอาการป่วยไข้ อย่านิ่งนอนใจให้รีบมาพบแพทย์ หรือถ้าหากกินยาแล้วอาการไม่ทุเลาลงแต่กลับมีไข้สูง ให้รีบเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ และกินยาพาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพรินกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเด็ดขาด) จากนั้นให้รีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป เนื่องจากหากรีบรักษาผู้ป่วยจะกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ในเร็ววัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว

การรักษาโรคไข้เลือดออก 👩‍⚕️💊💉

การรักษาไข้เลือดออก ในขณะนี้ยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถต่อต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออกได้  เนื่องจากยังไม่มียารักษาโดยตรง แพทย์จะรักษาตามอาการแบบประคับประคองไปก่อนเท่านั้น เช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยกินยาลดไข้ คือ พาราเซตามอล หากผู้ป่วยอาเจียนบ่อยๆ แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน ให้จิบน้ำเกลือชนิดดื่ม อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดร่วมด้วย คนไข้จะต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะถ้ามีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อกโดยแพทย์เฉพาะทางจะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ผู้ป่วยยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมานอกจากนี้ผู้ป่วยจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ เพื่อป้องกันการระบาด คนไข้ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง เพราะปัจจุบันเชื้อไข้เลือดออกมีการกลายพันธุ์ ทำให้เชื้อรุนแรงมากขึ้น สิ่งนี้ทุกคนควรจำให้ขึ้นใจคือห้ามใช้ยาแอสไพรินกับผู้ป่วยไข้เลือดออกเด็ดขาด ไม่ว่าจะป่วยด้วยอาการมากน้อยแค่ไหนก็ใช้ยาชนิดนี้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกไม่ได้ ให้ใช้ยาพาราเซจามอลในการลดไข้แทน รวมถึงยากลุ่ม NSAIDS เพราะในยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติจับตัวกันเป็นก้อนเลือด ซึ่งยานี้อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกให้มากกว่าเดิมได้นั่นเอง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ก็สังเกตได้จากอาการไข้ที่ลดลงภายใน 24-48 ชั่วโมง คนไข้จะรู้สึกตัว ร่าเริง เริ่มกินอาหารได้บ้างเล็กน้อย นี่เป็นอาการบ่งบอกว่าผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้วนั่นเอง !

Copyright © 2018. All rights reserved.