หนุ่มสาว ยุคใหม่ ไร้พุง เทคนิคง่ายๆ ประหยัด คุ้มค่า ได้ผลชัดเจน

จากสถิติของประเทศไทย พบว่า คนไทย ส่วนใหญ่มีรูปร่างท้วมถึงอ้วน มากถึง 17 ล้านคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ มากกว่า 35 ปีขึ้นไป กว่า 1 ใน 3 มีพุงกันทุกคน ซึ่งการมีพุง ย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะนั่นหมายถึง ปริมาณไขมันสะสมของร่างกาย กับการเผาผลาญสารอาหาร ของร่างกายไม่เกิดความสมดุลกัน จึงทำให้มีไขมันส่วนเกิน ในร่างกาย ซึ่งเราจะพบว่า บางคนก็แค่ท้วมๆ แต่บางคน ก็จะเกินท้วม หรือเรียกว่า อวบระยะสุดท้าย จนไปถึงการมีรูปร่างอ้วน

ซึ่งแน่นอนที่สุด การที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย และนำมาซึ่งโรคเรื้อรัง ที่เรียกว่า NCDs (Non-communicable diseases) ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆสะสมอาการ ค่อยเกิด ค่อยทวีความรุนแรง และเมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง และพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตด้วยโรคกลุ่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ

สุขภาพ

วันนี้  จึงมีเคล็ดลับดีๆ ที่ไม่ลับ นำมาฝากสำหรับคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะในเมือง ที่มีรูปร่างท้วม ลงพุง เรามาหาวิธีพิชิตพุง ใน 1 เดือนกันดีกว่า เพื่อให้ได้รูปร่างที่ดี และสุขภาพที่ดีนั่นเอง ซึ่งวันนี้ขอเสนอเคล็ดลับ ดังนี้

แกว่งแขน ทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ลดพลังงานได้มากกว่า 200 กิโลแคลอรี่
การแกว่งแขน เป็นธรรมชาติบำบัดอย่างหนึ่ง นิยมกันมากในจีนแผ่นดินไทย ใต้หวัน และฮ่องกง
ขั้นตอนการทำคือ ยืนตรง เท้าสองข้างแยกจากกัน เท่าระยะหัวไหล่ ปล่อยมือตามธรรมชาติ และเริ่มแกว่งแขน ไปข้างหน้าและหลัง โดยเมื่อแกว่งแขนไปข้างหน้า ที่สำคัญคือ ต้องแยกปลายเท้าให้เท่าช่วงไหล่ เพื่อรักษาสมดุล ของร่างกาย แล้วเริ่มแกว่งแขน โดยเมื่อแกว่งแขนไปข้างหลัง ให้สมดุลอยู่ที่ส้นเท้า และเมื่อแกว่งแขนไปข้างหน้า ให้สมดุล อยู่ที่ปลายเท้า ที่สำคัญอีกสิ่งคือ ลำตัวต้องเอนตัวไปข้างหน้า และหลังด้วย โดยมีปลายเท้า และส้นเท้า เป็นตัวช่วยรักษาสมดุล ทำเช่นนี้จนถึง 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ไปถึง 200 กิโลแคลอรี่

การแกว่งแขนเป็นเพียงภาพลวงตา ที่ทำให้ผู้ฝึกทำเอนตัวไปมา เหมือนจะล้ม จนทำให้สมอง ต้องสั่งการให้กล้ามเนื้อออกแรงต้านการกระทำ จึงทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานขึ้นมา
ทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การแกว่งแขนด้วยการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง เบิร์นพลังงานได้ 230 กิโลแคลอรี่ หรือเท่ากับการเดินเร็วในเวลาเท่ากัน พบว่าการแกว่างแขน มีการเบิร์นแคลอรี่จริง มีการใช้กล้ามเนื้อต่ำกว่าช่วงเอวลงไปถึง 12 มัด
การแกว่งแขน เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่เกิดเสียงรบกวนใดๆ

แกว่งแขนต้านโรค

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยกึ่งทดลอง กับกลุ่มตัวอย่าง ของผู้สูงอายุ ที่มีปัญหา โรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ โดยเข้าโปรแกรม ออกกำลังกายแกว่งแขน ครั้งละ 30 นาที เป็นเวลา 9 สัปดาห์ต่อเนื่อง พบว่า กลุ่มผู้ป่วยจากโรคความดันโลหิตสูง สามารถที่จะควบคุมสภาวะการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ในเกณฑ์ปกติ ช่วยให้การไหล เวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยรักษาอาการและโรคต่างๆ เช่น อาการเป็นลม อัมพาต ไขข้ออักเสบ และยังทำให้รู้สึกเจริญอาหาร ระฉับกระเฉง นอนหลับสบาย และท้องไม่ผูก ที่สำคัญคือสัมพันธภาพในครอบครัวที่ดีขึ้น เพราะทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกๆ ต่างก็ร่วมกัน ออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน เพื่อควบคุมน้ำหนัก และส่งเสริมสุขภาพ มีผลทำให้สุขภาพดีขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้นจริง

ออกกำลังกาย

ทำความสะอาด ที่อยู่อาศัย 1 ชั่วโมง ช่วยลดพลังงาน ได้ถึง 400 กว่ากิโลแคคอรี
การทำความสะอาด บ้านพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็น คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว โดยทำทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง สามารถช่วยเผาผลาญ พลังงาน ได้ เริ่มจากการ

– การปัดฝุ่นทำความสะอาดบ้าน ใน 1 ชั่วโมง สามารถที่จะ เผาผลาญพลังงานได้ถึง 200 กิโลแคลอรี
– การถูพื้นบ้าน 1 ชั่วโมง สามารถที่จะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 400 กิโลแคลอรี
– เช็ดหน้าต่าง เช็ดกระจก ครึ่งชั่วโมง สามารถจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า 100 กิโลแคลอรี
– การขัดห้องน้ำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญพลังงานได้ ถึง 90 กิโลแคลอรี

เห็นมั้ยครับว่า กิจกรรมงานบ้านง่ายๆ แต่ได้ผลคุ้มค่า ไม่ต้องเสียเงินไปฟิตเนส เพียงแค่จัดกิจกรรม วันนี้ทำสัก 1 อย่าง พรุ่งนี้ ทำอีก 1 อย่าง สลับกันไป บ้านพักอาศัยของคุณ ก็จะสะอาด และได้ช่วยให้คุณมีรูปร่างที่ดี เรียกได้ว่า ยิงนกทีเดียว ได้ 2ต่อกันไปเลย

ทำความสะอาดบ้าน

ฉลาดในการเลือกรับประทานอาหาร ต้องอาศัยหลักแห่งความพอดี พอกิน แล้วจะมั่งมี เพราะมีเงินเก็บเป็นของแถมอีกด้วย เทคนิคง่ายๆ ได้แก่
ทานอาหารให้พออิ่ม พอดี ไม่รับประทานจุกจิก ทานหาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทั้ง 3 มื้อ รับประทานอาหารให้หลากหลาย เมื่ออิ่มก็หยุด อย่าเสียดาย เพราะถ้าร่างกายของเราได้รับอาหารมากเกินความจำเป็น ประกอบกับการไม่ออกกำลังกาย จะส่งผลให้ ร่างกายเผาผลาญสารอาหารไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมไขมันส่วนเกิน นอกจากจะสิ้นเปลืองเงินทองแล้ว ยังส่งผลต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

อาหารสุขภาพ

ดื่มน้ำ 6 – 8 แก้วต่อวัน หรือเมื่อมีอาการหิวระหว่างมื้อ ก็ดื่มน้ำ ประทังความหิว แต่อย่ามากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ในแต่ละวัน ร่างกายต้องการน้ำสะอาดดื่มโดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 2 ลิตร อย่าเกิน 6 – 7 ลิตร ถ้าคุณดื่มน้ำมากๆ แล้วคิดว่าจะแทนที่อาหาร แล้วทำให้คุณลดน้ำหนักได้ นั่นคือ คุณคิดผิด
เพราะถ้าคุณดื่มน้ำมากเกินกว่า 6 – 7 ลิตรต่อวัน จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำเกิน หรือน้ำเป็นพิษ (Water Intoxication) ซึ่งจะไปส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นของแร่ธาตุโซเดียมลดลง ส่งผลให้น้ำภายนอกเซลล์ ซึมเข้าไปในเซลล์ ทำให้เซลล์บวมน้ำ สงผลให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) ทำให้สมองบวม ปวดบวม อันตรายถึงชีวิตได้

น้ำดื่ม

เลี่ยงอาหารหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดื่มน้ำอัดลม มีกรดคาร์บอนิกค่อนข้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวจะกีดขวางการดูดซึมแคลเซียมของกระดูก และในน้ำอัดลม มีน้ำตาลสูง ทำให้เราได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็นของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญสารอาหารไปได้หมด กลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหลั่งสาร อินซูลิน มากเกินจำเป็น ทำให้เราเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ

น้ำอัดลม

เลี่ยงการทานอาหารมื้อดึก เพราะการที่เรารับประทานอาหารมื้อดึก เราจะไม่ได้ออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้การเผาผลาญสารอาหารที่กินเข้าไปน้อย จนทำให้สะสมกลายเป็นไขมันส่วนเกิน ในทางศาสตร์ธรรมชาติบำบัด ได้มีกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาที่ตับต้องการพักผ่อน สำหรับในโซนประเทศไทย คือ ช่วงเวลากลางคืน หากเรารับประทานอาหารมื้อดึก จะส่งผลให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น เพราะตับต้องไปช่วยกำจัดสารพิษ สร้างเลือด และผลิตน้ำดีในการช่วยสลายไขมัน ดังนั้น มื้อดึก เป็นมื้อที่ทำให้อ้วนง่ายที่สุด

อาหารสุขภาพ

ท้ายที่สุด ขอฝากท่านผู้อ่านทุกท่านว่า ความพอดี เป็นสิ่งที่มีค่าต่อการใช้ชีวิต ที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และมีเงินเก็บ ใช้อย่างพอดี กินอย่างพอดี ออกกำลังกายให้พอดี กับมื้ออาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และมีความสุข

จากใจผู้เขียน และเรียบเรียงโดย ลภาภัทร

Copyright © 2017. All rights reserved.